Club of Thai Health

บทความสุขภาพ

ตาบอดสี (Color Blindness) : อาการ สาเหตุ วิธีการรักษา

ตาบอดสี (Color Blindness)  คือความผิดปกติของการมองเห็นที่ไม่สามารถรับรู้สีที่ถูกต้องได้

ตาของเรามองเห็นความแตกต่างของแสงที่เข้ามาในลักษณะของสีต่างๆ คล้ายกับการที่เราได้ยินเสียงว่าต่ำหรือสูงเราเรียกว่า pitch ที่สอดคล้องกับความถี่หรือการสั่นที่เราได้รับ

ปุ่มทางด้านซ้ายเปียโนจะส่งเสียงความถี่ต่ำ และด้านขวาจะมีความถี่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เปรียบได้กับเฉดสีต่างๆ ที่เราเห็น

สีของสายรุ้งทุกสีจะปรากฏในลำดับเดิมเสมอ : สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า สีคราม และสีม่วง สีที่แตกต่างกันในแต่ละส่วนของรุ้งจะขึ้นกับกับความยาวคลื่นแสงที่แตกต่างกัน สีแดงเป็นคลื่นแสงชนิดยาว สีน้ำเงินเป็นคลื่นแสงชนิดสั้น เหมือนกับโน๊ตบนเปียนโนที่มีหลากหลายความถี่

ตาบอดสีเป็นอย่างไร

โคนนั้นประกอบไปด้วยเม็ดสีที่หลากหลาย – เรียกว่า โฟโตพิกเมนต์ ดวงตาของคุณจะมองเห็นสีที่เป็นไปได้ทั้งหมด หากมีปัญหากับเม็ดสีคุณจะไม่เห็นสีอย่างที่ควรจะเป็น จะทำให้การรับรู้สีผิดเพี้ยนไป เราเรียก “ตาบอดสี”

หากเม็ดสีเพียงเม็ดเดียวหายไป ก็จะทำให้การมองเห็นบางสีของคุณผิดเพี้ยนไป

หากโคนของคุณไม่มีเม็ดสีใดๆ คุณก็จะไม่เห็นสีเลย สิ่งนี้เรียกว่า ภาวะการมองเห็นสีที่แย่ที่สุด “Achromatopsia”

สาเหตุของตาบอดสี

เป็นความผิดปกติของพันธุกรรมในการถ่ายทอดโฟโตพิกเมนต์ที่ผิดปกติมายังบุตร – ความผิดปกตินั้นเกิดกับเซลล์โคน

แต่บางครั้งตาบอดสีนั้นก็ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ดังนี้ :

  • ความเสียหายของดวงตา
  • เส้นประสาทตาได้รับความเสียหาย
  • เรตินาหรือโคนได้รับความเสียหาย
  • ต้อกระจก – มีเลนส์ตาขุ่นมัว
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น

ดวงตาของเรามองเห็นสีได้อย่างไร

ตาของเรานั้นทำหน้าที่เหมือนกล้อง โดยมีเลนส์อยู่ด้านหน้า หน้าที่ของเลนส์ คือ การโฟกัสภาพ และดวงตามีเรตินาอยู่ด้านหลัง ซึ่งปกคลุมด้วยเซลล์ประสาทพิเศษที่มีเม็ดสีต่างๆ ที่ตอบสนองต่อแสง:

โคน ทำหน้าที่ควบคุมการมองเห็นสีของคุณ มีเม็ดสีหลายชนิดในเซลล์รูปกรวย 3 ประเภท ได้แก่ ชนิดที่ตอบสนองต่อแสงที่มีความยาวคลื่นสั้น ชนิดตอบสนองต่อความยาวคลื่นปานกลางและชนิดตอบสนองต่อความยาวคลื่นที่สูง

ร็อด ประกอบไปด้วยเม็ดสีเพียงชนิดเดียว โดยตอบสนองความไวต่อแสงมาก และทำให้เรามองเห็นได้ในเวลากลางคืน

ประเภทของตาบอดสี

ตาบอดสีเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกรวยตาอันเนื่องมาจากได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาจจะมองเห็นบางสีไม่ชัดเจน หรืออาจจะมองไม่เห็นบางสีเลย

ตาบอดสี แดง-เขียว

เมื่อโฟโตพิกเม้น ที่เกี่ยวข้องกับสีแดงและเขียวไม่สามารถทำงานได้ปกติ จะทำให้มีผลกระทบดังต่อไปนี้:

  • Deuteranomaly : เป็นอาการตาบอดสีที่พบบ่อยที่สุดและมีผลต่อเพศชาย 5% แต่พบได้น้อยในเพศหญิง เกิดขึ้นเมื่อเซลล์รูปกรวยสีเขียวไม่ทำงานได้ปกติเท่าที่ควร สีเหลืองและสีเขียวดูแดงขึ้น และยากที่จะแยกสีน้ำเงินจากสีม่วง
  • Protanomaly : เซลล์รูปกรวยสีแดงไม่ทำงานปกติเท่าที่ควร สีส้ม สีแดง และสีเหลืองจะดูเขียว และสีจะสว่างน้อยกว่า มักไม่รุนแรง และไม่ก่อให้เกิดปัญหาในชีวิตประจำวัน มีผลต่อเพศชายประมาณ 1%และพบได้น้อยในเพศหญิง
  • Protanopia : คุณไม่มีเซลล์รูปกรวยสีแดงที่ทำงานได้ สีแดงดูเป็นสีเทาเข้ม เฉดสีส้มเหลืองและเขียวบางส่วนจะมีลักษณะเป็นสีเหลือง มีผลต่อเพศชายประมาณ 1%และพบได้น้อยในเพศหญิง
  • Deuteranopia : เซลล์กรวยสีเขียวไม่สามารถทำงานได้ สีแดงอาจมีลักษณะเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลและสีเขียวอาจมีลักษณะเป็นสีเบจ มีผลต่อเพศชาย 1% และพบได้น้อยในเพศหญิง

ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง

ตาบอดสีประเภทนี้เกิดจากโฟโตพิกเมนต์สีน้ำเงินหายไปจากเซลล์รูปกรวยหรือทำงานไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดผลกระทบดังนี้

  • Tritanomaly : เซลล์รูปกรวยสีน้ำเงินของทำงานได้ไม่เต็มที่ สีน้ำเงินดูเป็นสีเขียว และอาจเป็นเรื่องยากที่จะแยกสีชมพูจากสีเหลืองและสีแดง พบผู้ป่วยประเภทนี้น้อยมาก
  • Tritanopia : เราเรียกว่า ตาบอดสีฟ้า – เหลือง เนื่องจากไม่มีเซลล์รูปกรวยสีน้ำเงิน ทำให้มองเห็นสีน้ำเงินมีลักษณะเป็นสีเขียว และสีเหลืองมีลักษณะเป็นสีเทาอ่อน หรือสีม่วง พบผู้ป่วยประเภทนี้น้อยมาก

ตาบอดสีโดยสมบูรณ์

ตาบอดสีประเภทนี้เป็นอาการตาบอดสีที่แย่ที่สุด (Monochromacy) คุณจะไม่สามารถเห็นสีใดๆได้เลย ทั้งยังที่ทัศนวิสัยการมองเห็นที่แย่ลง

ตาบอดสีประเภทนี้มี 2 ประเภท:

  • ตาบอดสีชนิดที่แย่ที่สุดที่เกิดจากเซลล์โคน : เกิดขึ้นเมื่อเซลล์รูปกรวย 2 ใน 3 ของ- สีแดง สีเขียว หรือสีน้ำเงินไม่ได้ผล เมื่อมีเซลล์รูปกรวยทำงานไม่สมบูรณ์จะทำให้การแยกสีนั้นทำได้ยาก และอย่างยิ่งหากเม็ดสีน้ำเงิน จะส่งผลให้การมองเห็นของคุณไม่คมชัด ทำให้สายตาสั้น และไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา
  • ตาบอดสีชนิดที่แย่ที่สุดที่เกิดจากเซลล์ร็อด : เราเรียกว่า “Achromatopsia” เป็นตาบอดสีรูปแบบที่รุนแรงที่สุด เนื่องจากเซลล์รูปกรวยไม่สามารถทำงานได้เลย ด้วยเหตุนี้โลกในสายตาผู้ป่วยจึงกลายเป็นสีดำ สีขาวและสีเทา และแสงจ้าจะทำร้ายดวงตา รวมไปถึงจะไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวดวงตาได้ 

นี่คือแหล่งที่มาของบทความของเรา

ความคิดเห็นล่าสุด