Club of Thai Health

บทความสุขภาพ

ท้องผูก (Constipation) : อาการ สาเหตุ วิธีการรักษา

อาการท้องผูก (Constipation) คือการที่ผู้ป่วยมีปัญหาในการขับถ่ายให้หมดผ่านลำไส้ใหญ่ เบื้องต้นสามารถดูแลตัวเองได้จากที่บ้าน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นจำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

Constipation

สาเหตุของอาการท้องผูก

สาเหตุท้องผูกหลัก ๆ ทั่วไปที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก มีดังนี้:

รับประทานอาหารประเภทเส้นใยน้อยเกินไป

ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีเส้นใยในปริมาณที่น้อยมักจะพบกับปัญหาท้องผูกอยู่เสมอ เนื่องจากไฟเบอร์นั้นสำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำงานร่วมกับน้ำ ทำให้ไม่ค่อยถ่าย และระบบถับถ่ายไม่ดี

ความผิดปกติจากการเคลื่อนไหวที่น้อย

การเคลื่อนไหวที่น้อยสามารถเป็นสาเหตุของการท้องผูกได้ จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า ผู้ที่เคลื่อนไหวมากๆ อย่างเช่นพวกนักกีฬา ได้แก่ นักวิ่งมาราธอน เป็นต้น จะมีปัญหาท้องผูกน้อยกว่าคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักกีฬา อย่างไรก็ตามสาเหตุนี่อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการเป็นเหตุผลหลักของการท้องผูก

การใช้ยาบางประเภท

ยาบางประเภทนั้นอาจจะส่งผลข้างเคียงให้เกิดอาการท้องผูก :

ยาแก้ปวดชนิดที่ทำให้เสพติด : รวมไปถึงโคเดอีน ที่ใช้ระงับอาการไอ และบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง (  acetaminophen ใน Tylenol #3), oxycodone (OxyContin), และ hydromorphone (Dilaudid).

Tricyclic antidepressants: รวมไปถึง amitriptyline (Elavil) and imipramine (Tofranil).

ยากันชักบางประเภท (anticonvulsants): เช่น phenytoin (Dilantin) and carbamazepine (Tegretol).

ยาบล็อคแคลเซียม: ที่มีผลทำให้ความดันต่ำ, ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น diltiazem (Cardizem) และ nifedipine (Procardia).

ยาแก้ท้องเฟ้อที่มีส่วนผสมของ aluminum: รวมไปถึง  Amphojel and Basaljel.

ยแก้ท้องเฟ้อที่มีส่วนผสมของ calcium: เช่น Tums.

Diuretics:ยาพวกนี้จะทำหน้าที่ลดกรดส่วนเกินในกระเพาะอาหาร รวมไปถึง hydrochlorothiazide (Hydrodiuril) และ furosemide (Lasix).

ยาเสริมธาตุเหล็ก: แพทย์จะสั่งจ่ายยานี้เพื่อเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจาง

อาการลำไส้แปรปรวน

ในการขับถ่ายที่ลำบาก อาจจะมาจากการที่ลำไส้แปรปรวน (IBS), ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนจะมีโอกาสท้องผูกได้ และอาการของ IBS มีดังนี้

สำหรับ IBS จะมีอาการท้องผูกแค่ระยะหนึ่ง และจะแทนที่ หรือสลับด้วยอาการท้องเสียแทน

การเปลี่ยนแปลงของอายุ

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นก็จะท้องผูกมากขึ้น จากสถิติ พบว่า มากถึง 40-60% ของผู้สูงอายุ จะมีอาการท้องผูก

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวัน

ตัวอย่างเช่น งานศึกษาที่ได้มีการสัมภาษณ์ผู้คนจำนวน 83 คน ในปี 2008 พบว่า การเดินทางส่งผลต่อระบบขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป

การใช้ยาระบายที่มากเกินไป

ในคนบางคนพวกเขาไม่ได้ถ่ายอุจจาระอย่างเพียงพอตามปกติ และหันมาใช้ยาระบายหรือยาถ่ายแทน ยาระบายช่วยในการเคลื่อนไหวของลำไส้ แต่เมื่อใช้ในระยะเวลานาน ร่างกายจะคุ้นชินกับการใช้ยาระบาย นี่ก็เป็นสาเหตุที่ยังต้องรับประทานยาระบายต่อไป ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นในการใช้มันแล้ว ร่างกายมีความต้องการยาที่เข้มข้นขึ้นเรื่องในการที่จะได้ผลลัพธ์ดังเดิม หรือเราอาจจะบอกได้ว่า ควรใช้ยาระบายเท่าที่จำเป็น ไม่ควรใช้ให้เป็นนิสัย เพราะยิ่งต้องใช้มากเท่าไร ร่างกายก็มีความเสี่ยงกับการท้องผูกมากเท่านั้น หลังจากที่หยุดใช้ยาระบาย

ไม่เข้าห้องน้ำเมื่อมีอาการปวดท้อง

เมื่อมีอาการต้องการถ่ายท้องแล้วผู้ป่วยไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำเมื่อมีการเคลื่อนไหวของลำไส้ที่ถูกกระตุ้น ณ เวลาช่วงเวลานั้น เมื่อเวลาผ่านไปการกระตุ้นจะหยุดไปและทำให้ไม่เกิดความต้องการที่จะถับถ่าย  และหากการถับถ่ายมีความล่าช้าอุจจาระจะแห้งและแข็งทำให้อาจจะเกิดบาดแผลเมื่อถ่ายอุจจาระ

การดื่มน้ำเปล่าไม่เพียงพอ

การดื่มน้ำเปล่าที่เพียงพอในแต่ละวันสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดอาการท้องผูกได้ ของเหลวอื่นๆ ที่สามารถทดแทนได้ได้แก่ น้ำผักผลไม้ และน้ำซุปใส

ลำไส้ใหญ่มีปัญหา

โรคในลำไส้บางประเภทที่ส่งผลทำให้ลำไส้ถูกขัดขวางทางผ่านของอุจจาระ และอาจจะส่งผลให้เกิดอาการท้องผูก เช่น 

  • มะเร็งเนื้องอก
  • ไส้เลื่อน
  • แผลเป็นในกระเพาะ
  • โรคถุงลมโป่งพอง
  • ลำไส้ใหญ่มีอาการตีบ 
  • โรคลำไส้อักเสบ (IBD)

อาการของท้องผูก

อาการหลักของผู้ป่วยท้องผูกมีดังนี้ :

  • มีความยากลำบากในการถ่ายอุจจาระ
  • มีความเครียดขณะถ่ายอุจจาระ
  • อุจจาระน้อยกว่าปกติ
  • อุจจาระเป็นก้อนแห้งและแข็ง

อาการอื่น ๆ มีดังนี้:

  • มีอาการปวดเสียด แน่นท้อง
  • มีอาการท้องอืด
  • คลื่นไส้
  • เบื่ออาหาร

การรักษาท้องผูก

ท้องผูกสามารถทำการรักษาได้โดยไม่ต้องพึ่งยาตาใบสั่งแพทย์ และส่วนมากการรักษาจะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไป ได้แก่ การออกกำลังกายมากขึ้น การรับประทานเส้นใยเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการดื่มน้ำที่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยได้

การปล่อยให้มีเวลาอุจจาระโดยไม่เครียด ดังนั้นผู้คนที่มีอาการท้องผูกจึงควรทำการกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ยาระบายสามารถช่วยบรรเท่าอาการนี้ได้ในระยะสั้น และผู้คนส่วนมากจะเลือกวิธีนี้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น เนื่องจากการใช้ยาระบายนั้นมีผลข้างเคียง

ยาระบาย

ยาระบายส่วนใหญ่มักมีวางจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป ขณะที่ก็มียาบางตัวที่ต้องได้รับตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น

หากผู้ป่วยใช้ยาระบายแล้วไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์

รายการดังต่อไปนี้มีฤทธิ์เป็นยาถ่ายหรือทำให้อุจจาระอ่อนตัวลง

อาหารเสริมชนิดที่มีเส้นใย: หรือที่เราเรียกกันว่าอาหารเสริมเพื่อระบบาย ตัวอย่างเช่น FiberCon โดยทั่วไปแล้วอาหารเสริมหรือยาระบายประเภทนี้มักจะปลอดภัยและสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่ว หรือช่องทางออนไลน์

สารกระตุ้น: ส่งเสริมการหดตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ ตัวอย่างเช่น Senokot เป็นต้น

สารหล่อลื่น: ช่วยให้อุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น น้ำมันแร่ (Fleet) เป็นต้น

สารที่ทำให้อุจจาระอ่อนตัว:  ช่วยทำให้อุจจาระอ่อน และชุ่มชื้น เช่น  Colace และ Surfak เป็นต้น

Osmotics: เป็นสารที่ดึงน้ำเข้าไปในลำไส้ใหญ่เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่อุจจาระ และทำให้เคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น เช่น ยาระบายน้ำเกลือ เป็นต้น

Neuromuscular agents:  ได้แก่ opioid antagonists และ 5-HT4 agonists.  ควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่

สารที่ทำให้อุจจาระอ่อนตัวเทียบกับยาระบายแล้วเป็นอย่างไรบ้าง? 

ทางเลือกการรักษาอื่น ๆ 

หากการใช้ยาระบายไม่ได้ผล แพทย์อาจจะทำการผ่าตัดเพื่อนำอุจจาระที่คั่งค้างเป็นเวลานานออกมา 

และหากอาการท้องผูกที่ผู้ป่วยเป็นไม่ตอบสนองต่อการรักษาใด ๆ และมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย แพทย์อาจจะเสนอแนะให้ทำ

CT scan, MRI scan หรือ  X-ray — เพื่อดูสาเหตุของอาการท้องผูกว่ามีสาเหตุมาจากประการใดที่ทำให้ลำไส้ถูกขัดขวางทางเดิน ของอุจจาระ ทั้งหมดนี้แพทย์จะทำการวินิจฉัยสาเหตุและเลือกการรักษาอย่างเหมาะสมที่สุด

นี่คือแหล่งที่มาของบทความของเรา

ความคิดเห็นล่าสุด