บทความสุขภาพ
คอตีบ (Diphtheria) : อาการ สาเหตุ การรักษา

คอตีบ (Diphtheria) : อาการ สาเหตุ การรักษา

31.01
81
0

โรคคอตีบ (Diphtheria) คือ โรคติดต่อชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการติดเชื้อในจมูก และลำคอ

อาการที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนของโรคนี้ คือ มีเยื่อสีเทาๆ ติดเคลือบอยู่ในลำคอ ส่วนหลังอาการเหล่านี้หากปล่อยทิ้งไว้ อาจส่งผลเสียถึงแก่ชีวิตได้

โรคคอตีบคืออะไร

โรคคอตีบเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่จมูกและลำคอที่ติดต่อได้มาก ต้องขอบคุณการฉีดวัคซีนเป็นประจำที่ทำให้โรคคอตีบเป็นโรคในอดีตในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก ในผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคคอตีบ การติดเชื้ออาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปัญหาเส้นประสาท หัวใจล้มเหลว Heart failure และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

โดยรวมแล้ว ผู้ที่ติดเชื้อคอตีบจะเสียชีวิต 5-10 %  ในผู้ติดเชื้อบางคนที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี หรืออายุมากกว่า 40 ปี จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนอื่นๆ โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 20 %

สาเหตุของโรคคอตีบ

โรคคอตีบเป็นโรคเกิดจากการติดเชื้อจุลินทรีย์ Corynebacterium diphtheriae หรืออาจมีพาหะเป็นแบคทีเรียแกรมบวกอื่นๆ เช่น Corynebacterium diphtheriae แต่พบได้น้อย

แบคทีเรียเหล่านี้บางสายพันธุ์สร้างสารพิษ และเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุดของโรคคอตีบ แบคทีเรียสร้างสารพิษ เนื่องจากตัวมันเองติดเชื้อไวรัสบางชนิดที่เรียกว่า Phage

สารพิษที่ถูกปล่อยออกมาจะส่งผลดังนี้

  • ยับยั้งการผลิตโปรตีนของเซลล์

  • ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณที่ติดเชื้อ

  • กระตุ้นการสร้างพังผืด

  • เข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปทั่วเนื้อเยื่อของร่างกาย

  • ทำให้เกิดการหัวใจอักเสบ และเส้นประสาทได้รับความเสียหาย

  • จำนวนเกล็ดเลือดต่ำ หรือภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และผลิตโปรตีนในปัสสาวะ

โรคคอตีบ เป็นโรคติดต่อระหว่างมนุษย์ โดยติดต่อกันผ่านทางการสัมผัส

  • หายใจเอาละอองฝอยที่ปนเปื้อนเชื้อในอากาศ

  • สารคัดหลั่งจากจมูกและลำคอ เช่น น้ำมูก และน้ำลาย

  • แผลติดเชื้อที่ผิวหนัง

  • วัตถุอื่นๆ เช่น เครื่องนอน หรือเสื้อผ้าที่ผู้ติดเชื้อเคยใช้ ซึ่งพบได้น้อย

เชื้อสามารถแพร่กระจายจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อไปยังเยื่อเมือกในคนอื่นได้ ส่วนมากจะติดเชื้อที่เยื่อบุจมูก และลำคอ

อาการของโรคคอตีบ

โรคคอตีบอาการ และสัญญาณเฉพาะนั้นขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของแบคทีเรียที่เกี่ยวข้อง และตำแหน่งของร่างกายที่ได้รับผลกระทบ

โรคคอตีบชนิดหนึ่งซึ่งพบมากในเขตร้อน ทำให้เกิดแผลที่ผิวหนังมากกว่าการติดเชื้อทางเดินหายใจ

กรณีเหล่านี้มักมีความร้ายแรงน้อยกว่ารูปแบบเดิม (การติดเชื้อทางเดินหายใจ) ที่อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยที่รุนแรงและบางครั้งอาจเสียชีวิตได้

รูปแบบดั้งเดิมของโรคคอตีบคือ การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนที่เกิดจากแบคทีเรีย มีการสร้างแผ่นเยื่อเทียมสีเทา หรือสิ่งปกคลุมที่มีลักษณะเป็นเยื่อบุผิวเหนือเซลล์ที่บุท่อจมูกและลำคอรอบๆ บริเวณต่อมทอนซิล

ลักษณะของการติดเชื้อในระยะเริ่มต้น ก่อนที่เยื่อเทียมจะปรากฏขึ้น ได้แก่

  • ไข้ต่ำ ไม่สบายตัว และไม่มีแรง

  • ต่อมบวมที่คอ

  • อาการบวมของเนื้อเยื่ออ่อนที่คอทำให้มีลักษณะคล้ายคอวัว (Bull neck)

  • มีน้ำมูก

  • หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

เด็กที่ติดเชื้อคอตีบในโพรงหลังจมูกและปาก มีแนวโน้มที่จะมีลักษณะดังต่อไปนี้

หลังจากผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียครั้งแรกจะมีระยะฟักตัวโดยเฉลี่ย 5 วัน ก่อนที่จะมีเริ่มมีสัญญาณ และแสดงอาการของโรคออกมาให้เห็น

หากติดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นพิษ หลังจากอาการเริ่มแรกปรากฏ ภายใน 12 – 24 ชั่วโมง เยื่อเทียม (pseudomembrane) จะเริ่มก่อตัวขึ้น ซึ่งนำไปสู่

  • อาการเจ็บคอ

  • กลืนลำบาก

  • หายใจลำบากเนื่องจากมีสิ่งกีดขวาง

ถ้าพังผืดขยายไปถึงกล่องเสียง อาจมีเสียงแหบและไอเสียงก้อง (barking cough) มากขึ้น เป็นสัญญานอันตราย เนื่องจากทางเดินหายใจถูกอุดตันอย่างสิ้นเชิง พังผืดนี้อาจขยายออกไปตามระบบทางเดินหายใจไปยังปอด

ภาวะแทรกซ้อนของโรคคอตีบ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตอาจเกิดขึ้นได้หากสารที่เป็นพิษเข้าสู่กระแสเลือดและทำลายเนื้อเยื่อสำคัญอื่น ๆ

Myocarditis คือ การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวและหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียมากขึ้นจะมีความเป็นพิษต่อหัวใจสูงขึ้น

โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่ปรากฏให้เห็นเฉพาะบนจอภาพเครื่องตรวจหัวใจ แต่อาจทำให้เสียชีวิตได้อย่างกะทันหัน

ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจมักเกิดขึ้น 10 – 14 วัน หลังจากเริ่มติดเชื้อ อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าปัญหาจะปรากฏ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจที่เกี่ยวข้องกับโรคคอตีบ ได้แก่

  • มีการเปลี่ยนแปลงบนจอภาพคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)

  • หัวใจห้องบนและห้องล่างแยกตัวออก (atrioventricular dissociation) ซึ่งส่งผลให้ห้องของหัวใจหยุดเต้นพร้อมกัน

  • การนำไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน ไปยังหัวใจห้องล่าง ช้าลงหรือถูกขัดขวางอย่างสิ้นเชิง( heart block) ทำให้โดยที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าเดินทางข้ามหัวใจ

  • ภาวะหัวใจห้องล่างซึ่งเกี่ยวข้องกับการเต้นของห้องล่างที่ผิดปกติ

  • ภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจจะไม่สามารถรักษาความดันโลหิตและการไหลเวียนได้

เส้นประสาทอักเสบ หรือเส้นประสาทถูกทำลาย

เส้นประสาทอักเสบ คือ การอักเสบของเนื้อเยื่อประสาทที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาท ภาวะแทรกซ้อนนี้ค่อนข้างผิดปกติ และมักเกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อทางเดินหายใจอย่างรุนแรงด้วยโรคคอตีบ โดยโรคสามารถมีการพัฒนาได้ดังนี้

  1. ในสัปดาห์ที่ 3 ของการเจ็บป่วย จะเริ่มมีอาการอัมพาตของเพดานอ่อน

  2. หลังจากสัปดาห์ที่ 5 จะมีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อตา แขนขา และกะบังลม

  3. ปอดบวม และการหายใจล้มเหลว ซึ่งอาจเกิดจากการเป็นอัมพาตของกะบังลม

การติดเชื้อที่ตำแหน่งอื่นที่ทำให้เกิดโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่า

การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นร่วมกับการติดเชื้อที่ผิวหนัง และอาจไม่มีความแตกต่างจากโรคผิวหนังอักเสบ(eczema) โรคสะเก็ดเงิน หรือ โรคแผลพุพอง (impetigo) อย่างไรก็ตามโรคคอตีบในผิวหนัง สามารถทำให้เกิดแผลที่ไม่มีผิวหนังตรงกลางมีขอบชัดเจน และบางครั้งก็มีเยื่อสีเทา

Diphtheria

เยื่อเมือกอื่นๆ อาจติดเชื้อจากโรคคอตีบได้ เช่น เยื่อบุตา เนื้อเยื่ออวัยวะเพศของผู้หญิง และช่องหูภายนอก

การวินิจฉัยโรคคอตีบ

สำหรับการวินิจฉัยโรคคอตีบจะเริ่มด้วยการซักประวัติและความเสี่ยง แพทย์จะสังเกตการที่ผู้ป่วยมีภาวะโรคคอตีบเมื่อเห็นเยื่อหุ้มที่มีลักษณะเฉพาะเป็นการยืนยันการวินิจฉัย หรือผู้ป่วยมีอาการคออักเสบที่ไม่สามารถอธิบายได้ ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม และมีไข้ต่ำ

นอกจากนี้ยังมีอาการเสียงแหบ อัมพาตของเพดานปาก หรือการมีเสียงฮี้ด  (เสียงหายใจแหลมสูง)

ตัวอย่างเนื้อเยื่อที่นำมาจากผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคคอตีบ สามารถนำมาใช้ในการคัดแยกเชื้อ จากนั้นนำไปเพาะเลี้ยง เพื่อระบุชนิดและทดสอบความเป็นพิษ

  • ตัวอย่างเนื้อเยื่อจากจมูกและลำคอ

  • ตัวอย่างเนื้อเยื่อจากลำคอ

  • ตัวอย่างเนื้อเยื่ออื่นๆ

จากนั้นเนื้อเยื่อจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อคัดหาเชื้อโรค

การรักษาโรคคอตีบ

การรักษาโรคจะได้ผลดีที่สุด หากรักษาตั้งแต่ระยะแรก ดังนั้นการวินิจฉัยโรคอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญ ยาต้านพิษที่ใช้ไม่สามารถต่อสู้กับพิษของโรคคอตีบได้ หากโรคนี้ทำลายเนื้อเยื่อไปแล้ว

โดยทั่วไปการรักษาที่มุ่งยับยั้งผลกระทบของแบคทีเรียประกอบด้วย

  • ยาต่อต้านพิษ (Antitoxin)  – หรือที่เรียกว่าเซรุ่มต่อต้านคอตีบ – เพื่อต่อต้านสารพิษที่ปล่อยออกมาจากแบคทีเรีย

  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) – erythromycin หรือ  penicillin เพื่อกำจัดแบคทีเรียและหยุดการแพร่กระจาย

ผู้ป่วยที่เป็นโรคคอตีบทางเดินหายใจ และมีอาการที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล  ผู้ป่วยจะถูกแยกออก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ไปจนกว่าการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจะไม่พบอีกหลังจากการใช้ยาปฏิชีวนะเสร็จสิ้น

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

ความคิดเห็น (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *