บทความสุขภาพ
ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria) : อาการ สาเหตุ การรักษา

ปัสสาวะเป็นเลือด (Hematuria) : อาการ สาเหตุ การรักษา

17.01
5
0

Hematuria หมายถึง การมีเม็ดเลือดแดงปนออกมาในน้ำปัสสาวะ มีแนวโน้มและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้มากในเพศหญิง

การพบเลือดปนออกมาในน้ำปัสสาวะมักมีสาเหตุมาจากปัญหาการบาดเจ็บหรือติดเชื้อของไต

บทความนี้เราจะพูดถึงสาเหตุที่เป็นไปได้ของเลือดในปัสสาวะในเพศหญิง นอกจากนี้เรายังพูดถึงเวลาที่ควรไปพบแพทย์ การวินิจฉัยทางเลือกในการรักษา และความหมายของเลือดในปัสสาวะที่เกิดขึ้นในเด็ก

สาเหตุของการปัสสาวะเป็นเลือด

ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดอาจเกิดขึ้นได้เมื่อส่วนหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งรวมถึงไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อหน่วยไตระคายเคืองหรือเกิดความเสียหาย

อย่างไรก็ตามเลือดที่พบในปัสสาวะไม่ได้มาจากทางเดินปัสสาวะเสมอไป ในเพศหญิงเลือดที่ในปัสสาวะอาจมาจากช่องคลอด ปากมดลูก หรือมดลูกอาจ ทำให้มีปัสสาวะเป็นเลือด

ประเภทของปัสสาวะเป็นเลือด ได้แก่:

  • ปัสสาวะเป็นเลือดที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า (Gross hematuria) สามารถเห็นเลือดในปัสสาวะได้ ปัสสาวะอาจเปลี่ยนเป็นสีชมพู แดง หรือน้ำตาล

  • ปัสสาวะเป็นเลือดที่ตรวจพบได้จากกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic hematuria) in ปัสสาวะมีปริมาณเลือดน้อยทำให้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  ซึ่งพบประมาณ 13- 20% บนฐานข้อมูลระบบทางเดินปัสสาวะ

สาเหตุที่พบเลือดในปัสสาวะในเพศหญิงอาจรวมไปถึง:

การติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infections)

ผู้หญิงมีความเสี่ยงในการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTIs) สูงกว่าผู้ชาย อันมีผลมาจากตำแหน่งของท่อปัสสาวะที่แตกต่างกันในแต่ละเพศ

สถาบันโรคเบาหวาน ระบบทางเดินอาหาร และสถาบันโรคไตแห่งชาติ (NIDDK) ระบุว่าผู้หญิงอย่างน้อย 40–60% จะมีภาวะ UTI ตลอดชีวิต

UTIs เกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรียจากลำไส้ผ่านเข้าสู่ท่อปัสสาวะ ซึ่งเป็นท่อที่ทำหน้าที่นำปัสสาวะออกจากร่างกาย โดย UTI สามารถเคลื่อนผ่านไปยังท่อปัสสาวะแล้วทำให้มีการติดเชื้อที่ท่อหน่วยไต ไต หรือกระเพาะปัสสาวะ

UTI ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอยากปัสสาวะบ่อยอย่างเร่งด่วน(กลั้นปัสสาวะไม่ได้)

อาการอื่น ๆ ของ UTI อาจรวมถึง:

  • รู้สึกเจ็บปวดเมื่อปัสสาวะ

  • ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นเหม็น

    Hematuria
  • มีเลือดปนในปัสสาวะ

  • มีแรงความดัน หรือปวดที่บริเวณหลังส่วนล่าง ช่องท้อง หรือบริเวณอุ้งเชิงกราน

นิ่ว (Stones)

แร่ธาตุที่มีมากเกินไปอาจจับตัวเป็นก้อนแข็ง หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะและไตได้

ก้อนนิ่วอาจขีดข่วนเยื่อบุทางเดินปัสสาวะและอวัยวะที่เกี่ยวข้องให้ฉีกขาดและมีเลือดออกมาผสมกับปัสสาวะ ส่งผลให้เกิดปัสสาวะเป็นเลือดแบบมองเห็นด้วยตา หรือปัสสาวะเป็นเลือดแบบต้องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์

ตามรายงานของ NIDDK นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะอาจทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้ :

  • ปัสสาวะสีชมพู แดง หรือน้ำตาล

  • ปัสสาวะบ่อย

  • ปัสสาวะไหลไม่หยุด หรือปัสสาวะเล็ด

  • เจ็บปวดเมื่อปัสสาวะ

  • ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นเหม็น

ตามข้อมูลของมูลนิธิคุ้มครองระบบทางเดินปัสสาวะ (Urology Care Foundation) ปัจจัยต่อไปนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่ว

  • ขาดน้ำ

  • บริโภคเกลือในปริมาณมาก

  • ภาวะทางเดินอาหาร เช่นโรค Crohn หรือลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล

  • ต่อมไทรอยด์มีปัญหา

  • มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน 

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)

เลือดในปัสสาวะที่เกิดขึ้นพร้อมกับอาการปวดหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง อาจเป็นข้อบ่งชี้ถึงภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งเป็นภาวะสุขภาพทั่วไปที่เกิดขึ้นกับสตรีวัยรุ่นและผู้ใหญ่มากกว่า 11% ในสหรัฐอเมริกา

endometriosis เกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อที่คล้ายกับเยื่อบุโพรงมดลูก หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตในส่วนต่างๆ ของร่างกายภายนอกมดลูก

แม้ว่า endometriosis จะส่งผลกระทบต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่หน่วยงานเกี่ยวกับสุขภาพสตรี (Office on Women’s Health) ระบุว่า มักเกี่ยวข้องกับประเด็นต่อไปนี้:

  • เยื่อบุด้านนอกของมดลูก

  • รังไข่

  • ท่อนำไข่

หากไม่ได้รับการรักษา endometriosis อาจส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์

มะเร็ง (Cancer)

แม้ว่าสาเหตุของปัสสาวะเป็นเลือดที่เกิดขึ้นจากมะเร็งจะพบได้น้อยกว่าการติดเชื้อและนิ่ว แต่มะเร็งในไตหรือกระเพาะปัสสาวะก็สามารถทำให้มีผลต่อการปัสสาวะได้เช่นกัน

ปัสสาวะอาจมีเลือดปนและปรากฏชัดเจนในวันถัดไป เราไม่ควรรอจนพบว่ามีเลือดปรากฏขึ้นก่อนที่จะไปพบแพทย์

มะเร็งกระเพาะปัสสาวะอาจทำให้เราปัสสาวะบ่อยขึ้นหรือน้อยลง มะเร็งไตมักไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมการปัสสาวะของคนเรา แต่อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่างได้

การรักษาปัสสาวะเป็นเลือด

การรักษาจะทำโดยมุ่งไปที่สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ

การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTIs)

ในกรณีนี้ แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาภาวะเลือดออกที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย UTIA

นิ่ว (stones)

ผู้ที่เป็นโรคนิ่วในไต สามารถคาดคะเนได้ว่าอาการจะดีขึ้นภายหลังจากเอานิ่วออกมาจากไตได้ หากมีก้อนนิ่วขนาดใหญ่อาจต้องใช้วิธีการรักษาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ใช้วิธีพิเศษในการทำให้นิ่วแตกเป็นก้อนเล็กๆ หรือการผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออกมาเพื่อบรรเทาและรักษาอาการ

มะเร็ง (cancer)

หากแพทย์พบว่าผู้ที่มีอาการนี้ เป็นมะเร็งไต หรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ แพทย์จะส่งต่อผู้ป่วยไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอกวิทยา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพในการรักษาผู้มะเร็ง

ทางเลือกในการรักษามะเร็งไต และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ได้แก่ การผ่าตัด การทำเคมีบำบัด และการฉายรังสี ซึ่งโปรแกรมการรักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็ง และต้องพิจารณาว่าการรักษาจะมีผลกระทบกับอวัยวะอื่นๆ ด้วยหรือไม่

บทสรุป

แพทย์สามารถช่วยวินิจฉัยสาเหตุของอาการปัสสาวะเป็นเลือดได้ สาเหตุบางอย่างเช่น เยื่อโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) มีความจำเพาะกับเพศหญิงและเพศหญิงมีแนวโน้มที่จะพบการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ (UTIs)

การรักษาภาวะปัสสาวะเป็นเลือดสามารถทำได้โดยรักษาจากสาเหตุที่ก่อเกิดอาการนี้

การรักษา UTIs มักจะใช้วิธีการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะสามารถหลุดออกมาได้เองโดยไม่ต้องรับการรักษา นิ่วขนาดใหญ่อาจต้องใช้ยาเพื่อสลายหรือผ่าตัดเอาออก

ผู้ป่วยควรติดต่อแพทย์หากมีอาการรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

ความคิดเห็น (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *