บทความสุขภาพ
ไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) : อาการ สาเหตุ การรักษา

ไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) : อาการ สาเหตุ การรักษา

28.04
22
0

โรคไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) คือโรคที่มีการติดเชื้อของตับ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี (HBV) สามารถเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา แต่บางแบบก็เป็นชนิดเรื้อรัง ที่อาจนำไปสู่โรคตับแข็งและมะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นโรคที่เป็นที่เป็นห่วงมากที่สุดโรคหนึ่ง ในปี 2015 มีผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี ที่ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตจากโรคตับราวๆ 887,000 รายทั่วโลก

สำหรับผู้ใหญ่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีคือโรคระยะสั้นที่ไม่สร้างความเสียหายแบบถาวร แต่กระนั้้นก็พบว่ามีผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีราว 2-6 เปอร์เซ็นต์ที่เชื้อสามารถพัฒนาเป็นการติดเชื้อชนิดเรื้อรัง และมีโอกาสทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้ในเวลาต่อมา

เด็กแรกเกิดที่ติดเชื้อไวรัสราว 90 เปอร์เซ็นต์มีโอกาสที่เชื้อจะพัฒนาไปสู่การติดเชื้อชนิดเรื้อรัง

โรคไวรัสตับอักเสบ บีคืออะไร 

โรค HBV มีสาเหตุจากการติดเชื้อและเกิดการอักเสบที่ตับ คนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีสามารถแพร่เชื้อไวรัสให้กับคนอื่นได้โดยที่บางทีตัวเองยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีเชื้อด้วยซ้ำไป

บางรายที่ติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการ บางรายติดเชื้อแล้วจากนั้นก็หายเองได้ ต่างจากชนิดเรื้อรัง ในรายที่เป็นแบบเรื้อรัง เชื้อไวรัสจะยังคงโจมตีตับอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆโดยไม่สามารถตรวจพบ ส่งผลให้ตับเสียหายแบบไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้

ในปี 2017 มีรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อ HBV ประมาณ 3,407 ราย โดยยังไม่รวมคนที่ไม่ได้รายงานว่ามีการติดเชื้อ จึงคาดว่าจะมีคนที่ติดเชื้อ HBV แบบเฉียบพลันน่าจะใกล้ๆ 22,100 ราย 

สาเหตุของโรคไวรัสตับอักเสบ บี

สาเหตุของโรค HBV คือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในร่างกาย

เชื้อไวรัสเกิดขึ้นในเลือดหรือของเหลวในร่างกาย โรค HBV สามารถแพร่เชื้อได้ผ่านน้ำอสุจิ, ของเหลวในช่องคลอดและเลือด และยังสามารถส่งต่อจากแม่สู่ลูกได้ในระหว่างคลอด จากการใช้เข็มร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันยิ่งเพิ่มความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ 

คนที่แพร่เชื้อไวรัสอาจยังไม่รู้ตัวเอง เพราะยังไม่มีอาการใดๆปรากฏให้เห็น

อาการไวรัสตับอักเสบบี

การติดเชื้อ HBV บ่อยครั้งมักเกิดขึ้นในกับเด็กทารกหรือเด็กเล็ก เป็นเพราะมารดาเป็นคนส่งต่อเชื้อ HBV ให้กับลูกตัวเองในระหว่างการคลอด

อาการของการติดเชื้อ HBV ใหม่ๆอาจยังไม่มีอาการชัดเจนให้เห็นในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ หรือในผู้ใหญ่ที่มีระบบภูมิคุ้มกันกดอยู่ พบว่าประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์ของเด็กอายุระหว่าง 5 ขวบหรือมากกว่านั้นถึงจะเริ่มแสดงสัญญานและอาการออกมาให้เห็น

อาการเฉียบพลันจะเริ่มปรากฎให้เห็นประมาณ  60-150 วันหลังจากสัมผัสเชื้อไวรัส และยังคงมีอาการต่อไปอีกหลายสัปดาห์หรือนานถึง 6 เดือน

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีชนิดเรื้อรังอาจมีอาการปวดท้อง, เหนื่อยล้าตลอดเวลาและปวดข้อต่อยาวนานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

อาการเบื้องต้น

อาการเบื้องต้นของโรค HBV คือ:

  • มีไข้
  • ปวดข้อ
  • อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • หมดความอยากอาหาร
  • ปวดท้อง
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม
  • อุจจาระมีสีเหมือนดินเหนียว
  • เป็นดีซ่าน หรือตาขาวและผิวเป็นสีเหลือง

การแพร่เชื้อ

โรค HBV สามารถแพร่เชื้อผ่านเลือด  น้ำอสุจิ หรือของเหลวอื่นๆของร่างกายจากคนที่มีเชื้อไวรัสแล้วแพร่ต่อสู่คนที่ไม่เคยมีเชื้อมาก่อน

การติดเชื้อมักเกิดขึ้นจาก:

  • เมื่อมารดาที่มีเชื้อ HBV ให้กำเนิดบุตร
  • เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์
  • จากการใช้เข็มฉีดยาหรือใช้อุปกรณ์ในการฉีดยาอื่นๆร่วมกัน
  • จากการสักลายแท็ตทูที่ไม่มีความปลอดภัย
  • จากการใช้อุปกรณ์ด้านสุขอนามัยร่วมกัน เช่นมีดโกนและแปรงสีฟัน

โรค HBV ไม่สามารถแพร่กระจายผ่าน:

  • อาหารหรือน้ำ
  • การใช้เครื่องใช้ในครัวร่วมกัน
  • การให้นมบุตร
  • การกอด
  • การจูบ
  • การจับมือ
  • การไอ
  • จาม
  • แมลงกัดต่อย

เชื้อไวรัสสามารถมีชีวิตรอดอยู่นอกร่างกายได้นานไม่ต่ำกว่า 7 วัน ในช่วงระหว่างนี้หากเข้าสู่ร่างกายของคนที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันมาก่อนก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้อยู่

โรคไวรัสตับอักเสบ บี รักษาได้ไหม 

โรค HBV ไม่สามารถรักษาได้ แต่การได้รับวัคซีนจะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้

ยาต้านไวรัสสามารถนำมารักษาการติดเชื้อชนิดเรื้อรังได้ หากโรคไวรัสตับอักเสบ บี ชนิดเรื้อรังเป็นสาเหตุทำให้ตับเสียหายถาวร การปลูกถ่ายตับสามารถช่วยทำให้มีชีวิตได้ยืนยาวมากขึ้น

Hepatitis B

การรักษาไวรัสตับอักเสบ บี

ไม่มีการรักษาชนิดเจาะจง หรือมียารักษาสำหรับโรคไวรัสตับอักเสบ บี ชนิดเฉียบพลัน การดูแลจะขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้น

การรักษาสำหรับคนที่ถูกสงสัยว่าจะได้รับเชื้อ

ทุกคนที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับเชื้อ HBV มา สามารถใช้มาตรการการป้องกันการติดเชื้อหลังการสัมผัสได้

ด้วยการฉีดวัคซีน HBV และ hepatitis B immunoglobin (HBIG) ร่วมกัน โดยแพทย์จะให้เพื่อป้องกันโรคหลังจากการสัมผัสเชื้อมา และให้ก่อนที่จะเกิดการติดเชื้อชนิดเฉียบพลันขึ้น

วิธีนี้ไม่ใช่การรักษาการติดเชื้อที่เป็นมาก่อนแล้ว มาตรการนี้สามารถช่วยลดอัตราการติดเชื้อแบบเฉียบพลันลงได้ 

การรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีชนิดเรื้อรัง

ผู้ที่ป่วยโรคติดเขื้อ HBV ชนิดเรื้อรัง สามารถนำยาต้านไวรัสมาช่วยในการรักษาได้ผลดี

แต่ยาที่ใช้ไม่ได้มีไว้เพื่อการรักษา แต่มีไว้เพื่อหยุดการเกิดซ้ำของไวรัสและเพื่อป้องกันกระบวนการพัฒนาไปสู่โรคตับ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ HBV ชนิดเรื้อรัง โรคสามารถพัฒนาต่อไปเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับได้อย่างรวดเร็วและไม่มีการเตือนล่วงหน้า และหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม โรคมะเร็งตับสามารถทำให้เสียชีวิตได้ภายในไม่กี่เดือนหลังการตรวจพบ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ HBV ชนิดเรื้อรังมีความจำเป็นต้องประเมินผลการรักษาและตรวจอัลตราซาว์นตับทุกๆ 6-12 เดือน การเฝ้าติดตามผลจะช่วยทำให้แพทย์ประเมินได้ว่าตับเสียหายไปถึงขั้นไหนแล้วหรืออาการของโรคจะเริ่มแย่ลงหรือไม่

การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ บี

คนมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HBVหรือมีภาวะแทรกซ้อนเนื่องมาจากการติดเชื้อที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย การตรวจคัดกรองเป็นสิ่งที่ควรทำ สำหรับคนที่ติดเชื้อ HBV แล้ว แพทย์อาจจะต้องทำการประเมินความเสียหายของตับ

การตรวจไวรัสตับอักเสบ บี

การตรวจเลือดสามารถช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นการติดเชื้อแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรังได้

หากผลการตรวจพบยืนยันว่ามีการติดเชื้อ HBV จริง แพทย์อาจจะขอตรวจเลือดเพิ่มเพื่อให้แน่ใจในเรื่องดังต่อไปนี้:

  • เพื่อดูว่าเป็นการติดเชื้อ HBV เป็นชนิดเฉียบพลันหรือเป็นชนิดเรื้อรังขั้นไหน
  • ดูความเสี่ยงต่อการเสียหายของตับ
  • มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือไม่

แพทย์จะนัดผู้ป่วยที่เป็นโรค HBV ชนิดเรื้อรังมารับการตรวจเป็นระยะๆ ว่าโรคดำเนินไปถึงขั้นไหนแล้ว เพราะตัวโรคสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

ไวรัสตับอักเสบ บีและไวรัสตับอักเสบ ซี

ไวรัสตับอักเสบมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละแบบ โรค HBV และโรคไวรัสตับอักเสบ ซี (HCV) ต่างมีทั้งแบบชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังเหมือนกันทั้งสองโรค

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างโรค HBV กับ โรค HCV หลักๆคือวิธีการแพร่เชื้อจากคนสู่คน ถึงแม้จะพบว่าโรค HCV สามารถแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ก็จริงแต่พบได้น้อยมาก โรค HCV มักแพร่เชื้อผ่านเลือดที่ติดเชื้อมาสัมผัสกับเลือดที่ยังไม่มีการติดเชื้อมากกว่า

ไวรัสตับอักเสบ บี ในระหว่างตั้งครรภ์

หากหญิงที่เป็นโรค HBVเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น พวกเขาจะสามารถส่งต่อเชื้อไปยังลูกได้ จึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

เด็กแรกเกิดควรได้รับการฉีดวัคซีน HBV และ HBIG ภายใน12-24 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค HBV

การฉีดวัคซีค HBV มีความปลอดภัยสำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ 

ปัจจัยเสี่ยง

คนที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรค:

  • เด็กทารกที่เกิดจากแม่ที่ตืดเชื้อ HBV    
  • คู่นอนมีเชื้อ HBV  
  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันและเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ
  • ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกันเอง
  • ผู้ที่ฉีดยาเสพติด
  • ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านกับผู้ที่ติดเชื้อ HBV ชนิดเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงในการสัมผัสเลือดหรือของเหลวจากร่างกาย
  • ผู้ที่ต้องได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งในการรักษาโรคไต
  • ผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่นผู้ที่รับการรักษาเคมีบำบัดสำหรับโรคมะเร็ง
  • ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเอดส์
  • ผู้หญิงทุกคนในระหว่างตั้งครรภ์

การป้องกัน

เราสามารถป้องกันการติดเชื้อ HBV ได้โดย:

  • สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องทำงานในสถานที่ดูแลผู้ป่วย
  • ไม่ใช่เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
  • ทำความสะอาดบริเวณที่เลือดหยด หก หรือเลือดแห้งด้วยการสวมถุงมือยางทุกครั้ง

วัคซีน

วัคซีนต้านเชื้อ HBV มีมาตั้งแต่ปี 1982

ผู้ที่ควรได้รับวัคซีนคือ:

  • เด็กแรกเกิดทุกคน เด็กและเด็กวัยรุ่นที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
  • ผู้ที่ต้องทำงานดูแลใกล้ชิดผู้ป่วย
  • คนที่มีโอกาสสัมผัสเลือดและผลิตภัณฑ์เลือดผ่านการทำงานหรือการดูแล
  • ผู้ที่ต้องมีการฟอกเลือดและมีการปลูกถ่ายอวัยวะ
  • คนที่ต้องใช้เข็มฉีดยา
  • ผู้ที่ต้องอยู่ร่วมหรือต้องมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ HBV ชนิดเรื้อรัง
  • คนที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังประเทศที่พบเชื้อ HBV ได้ทั่วไป

ตารางการฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีน HBV จะต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็ม เข็มแรกสามารถรับเมื่ออายุเท่าไรก็ได้ แต่สำหรับทารกจะได้รับการฉีดเข็มแรกทันทีหลังคลอด เข็มที่สองควรห่างอย่างน้อย 1 เดือนหลังจากฉีดเข็มแรก

สำหรับผู้ใหญ่ควรได้รับการฉีดเข็มที่ 3 หลังจากเข็มที่ 2 อย่างน้อย 8 สัปดาห์ และ 16 สัปดาห์หลังจากเข็มแรก ส่วนเด็กแรกเกิดไม่ควรได้รับเข็มที่ 3 ก่อนอายุครบ 24 อาทิตย์ 

ผลข้างเคียง

คนส่วนใหญ่มักมีความสามารถทนต่อวัคซีนได้ดี

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากการฉีดวัคซีน HBV คือมีไข้ และเจ็บบริเวณที่ฉีดวัคซีน บางรายอาจมีอาการบวม มีรอยแดงและผิวบริเวณที่ฉีดมีความแข็ง

การฉีดวัคซีนอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้อย่างรุนแรงที่เรียกว่าภาวะแพ้ชนิดรุนแรง ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก

ภาวะอันตราย

การติดเชื้อ HBV ที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่น:

  • โรคตับแข็ง มีสาเหตุมาจากการเกิดแผลที่ตับและการทำงานของตับถูกยับยั้ง นำไปสู่ภาวะตับวาย
  • ตับวาย เป็นภาวะโรคตับขั้นสุดท้าย เป็นขั้นที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือมีระยะเวลายาวก็ได้ เป็นขั้นที่ตับจะไม่สามารถทำงานได้อีกแล้ว
  • มะเร็งตับ การติดเชื้อ HBV ชนิดเรื้อรังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคมะเร็งตับ

ถึงแม้ว่า โรค HBV จะเป็นโรคที่น่ากังวลสำหรับทั่วโลก แต่การได้รับวัคซีนก็สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิผล

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

 

ความคิดเห็น (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *