บทความสุขภาพ
ฝีมะม่วง Lymphogranuloma Venereum (LGV) : อาการ สาเหตุ การรักษา

ฝีมะม่วง Lymphogranuloma Venereum (LGV) : อาการ สาเหตุ การรักษา

16.12
95
0

ฝีมะม่วง Lymphogranuloma venereum (LGV) คือ โรคที่เกิดจาก Chlamydia trachomatis 3 สายพันธุ์ที่แตกต่างกัน และมีลักษณะเป็นแผลที่ผิวหนังขนาดเล็กๆ โดยไม่แสดงอาการ ตามมาด้วยการที่ต่อมน้ำเหลืองบวมที่ขาหนีบหรือกระดูกเชิงกราน หรือหากได้รับมาจากการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักจะมีอาการทวารหนักอักเสบอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษา LGV อาจทำให้เกิดการอุดตันของการไหลเวียนของน้ำเหลือง และอาการบวมเรื้อรังของเนื้อเยื่อที่อวัยวะเพศ การวินิจฉัยตรวจตามอาการทางคลินิก แต่โดยปกติแล้วการยืนยันทางห้องปฏิบัติการจะใช้วิธีการทดสอบทางเซรุ่มวิทยาหรืออิมมูโนฟลูออเรสเซนต์ การรักษาคือ 21 วัน โดยใช้ Tetracycline หรือ Erythromycin

LGV เกิดจากซีโรไทป์ L1, L2 และ L3 ของแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis ซีโรไทป์เหล่านี้แตกต่างจากซีโรไทป์หนองในเทียมที่ทำให้เกิดริดสีดวงตา เยื่อบุตาอักเสบ และหนองในเทียม รวมถึงท่อปัสสาวะอักเสบ และปากมดลูกอักเสบ เนื่องจากสามารถเจริญเติบโตในต่อมน้ำเหลืองได้

อาการและสัญญาณของฝีมะม่วง

โรคฝีมะม่วงมีอาการ 3 ระยะด้วยกัน

ระยะที่ 1 เริ่มต้นหลังจากเชื้อฟักตัวประมาณ 3 วัน โดยมีรอยโรคผิวหนังเล็ก ๆ ที่บริเวณที่ได้รับเชื้อ อาจทำให้ผิวหนังส่วนที่เป็นแผล แต่จะหายเร็วจนไม่ทันได้สังเกต

ระยะที่ 2 เห็นได้ชัดในผู้ชายหลังจากผ่านไปประมาณ 2 – 4 สัปดาห์โดยต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างจะขยายใหญ่ขึ้น และก่อตัวเป็นก้อนขนาดใหญ่ และบางครั้งฝีจะเกิดในเนื้อเยื่อส่วนลึก และบริเวณผิวจะเห็นแค่อาการอักเสบ อาจมีไข้และไม่สบายตัวร่วมด้วย ในผู้หญิงจะมีอาการปวดหลังหรือปวดกระดูกเชิงกราน อาการของฝีจะอยู่ที่ปากมดลูกหรือช่องคลอดส่วนบน ส่งผลให้เกิดการขยายตัวและการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองในปากมดลูก และอุ้งเชิงกรานที่ สุดท้ายจะมีการพัฒนาเป็นหนองหรือเลือดไหลออกมา

ในระยะที่ 3 รอยโรคจะหายไปกลายเป็นแผลเป็น  แต่การอักเสบอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษาจะขัดขวางท่อน้ำเหลืองทำให้เกิดอาการบวม และแผลที่ผิวหนัง

ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จะทำให้เกิดอาการทวารหนักอักเสบอย่างรุนแรงโดยมีเลือดออกทางทวารหนัก ในระยะที่ 1 จะมีอาการลำไส้ใหญ่บวม ทำให้เกิดอาการปวดเกร็ง และทวารหนักอุดตัน หรือปวด เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานอักเสบ การตรวจสอบด้วยวิธี Proctoscopy เป็นการตรวจหาการอักเสบแบบกระจาย ติ่งเนื้อ และก้อน หรือสารคัดหลั่งที่คล้ายกับโรคลำไส้อักเสบ

วิธีการรักษาฝีมะม่วง

  • ยารับประทาน tetracyclines หรือ erythromycin
  • การเจาะหนองออกเพื่อบรรเทาอาการปวด

Doxycycline 100 มก. รับประทานวันละ 2 ครั้ง Erythromycin 500 มก. รับประทานวันละ 4 ครั้ง หรือ tetracycline 500 มก. รับประทานวันละ 4 ครั้ง นาน 21 วัน สำหรับโรคระยะเริ่มต้น Azithromycin 1 g รับประทานสัปดาห์ละครั้งนาน 1 – 3 สัปดาห์ อาจจะช่วยบรรเทาอาการได้

อาการบวมของเนื้อเยื่อในระยะหลังอาจไม่สามารถแก้ไขได้ แม้จะกำจัดแบคทีเรียแล้วก็ตาม ฝีสามารถระบายออกด้วยเข็ม หรือผ่าตัด หากจำเป็นเพื่อบรรเทาอาการ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็ว การอุดตันของทวารหนักสามารถขยายได้

หากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด lymphogranuloma venereum ในช่วง 60 วัน ควรได้รับการวินิจฉัย และทดสอบการติดเชื้อหนองในจากท่อปัสสาวะ ปากมดลูก หรือทางทวารหนักขึ้นอยู่กับบรเิวณที่สัมผัส และรักษาตามสาเหตุ (ด้วย azithromycin 1 g ชนิดรับประทานหรือ doxycycline 100 มก. รับประทานวันละสองครั้งเป็นเวลา 7 วัน) ไม่ว่าจะได้รับวินิจฉัยว่าเป็น LGV หรือไม่

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

ความคิดเห็น (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *