บทความสุขภาพ
ต่อมน้ำลายอักเสบ (Salivary Gland Infection) : อาการ สาเหตุ การรักษา

ต่อมน้ำลายอักเสบ (Salivary Gland Infection) : อาการ สาเหตุ การรักษา

23.04
36
0

ต่อมน้ำลายอักเสบ (Salivary Gland Infection) เกิดขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อที่ต่อมน้ำลายโดยแบคทีเรียหรือไวรัสเข้าไปในต่อมน้ำลาย โดยต่อมเหล่านี้จะอยู่บริเวณศรีษะและลำคอ

การติดเชื้อที่ต่อมน้ำลายมักเกิดขึ้นในสองต่อมหลักซึ่งจะอยู่ด้านหน้าของหู (ต่อมหู) และใต้คาง (ต่อมใต้ผิวหนัง)

การติดเชื้อที่ต่อมน้ำลายหรือที่เรียกว่า ต่อมน้ำลายอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้เกิดการอุดตันในท่อน้ำลายเนื่องจากการอักเสบได้ ทำให้เกิดอาการปวด กดเจ็บและบวมช้ำ

สาเหตุของภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้อ

ต่อมใต้ผิวหนังมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้อ

ภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้อเกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรียหรือไวรัสติดเชื้อในต่อมที่ผลิตน้ำลาย

ภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้อเกิดขึ้นได้จาก:

  • การไหลของน้ำลายลดลงเนื่องจากภาวะหรือโรคบางอย่าง เช่น ภาวะปากแห้ง

  • สุขอนามัยในช่องปากที่ไม่ดีซึ่งจะเพิ่มการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เช่น โรคอาหารเป็นพิษเนื่องจากเชื้อสแตฟฟิโลคอกคัลหรือโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนเซ่

  • เกิดการอุดตันในต่อมน้ำลายจากเนื้องอก ฝีหรือนิ่วในต่อมน้ำลาย

  • การขาดน้ำอย่างรุนแรงซึ่งอาจเกิดจากการเจ็บป่วยหรือการผ่าตัด

  • เกิดการอุดตันในต่อมน้ำลายอาจทำให้เกิดการอักเสบทำให้ต่อมเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น

นอกจากนี้ ต่อมน้ำลายที่อักเสบมักจะผลิตน้ำลายน้อยลงซึ่งไหลช้ากว่าปกติ ด้วยเหตุนี้ บางครั้ง น้ำลายจึงคั่งในต่อมทำให้ความเข้มข้นของแบคทีเรียหรือไวรัสภายในน้ำลายเพิ่มขึ้น

สาเหตุที่พบบ่อยของการอุดตันของต่อมน้ำลาย ได้แก่ :

  • นิ่วในต่อมน้ำลาย

  • เกิดการอุดตันในท่อน้ำลาย

  • มีเนื้องอก

  • ต่อมน้ำลายผิดรูป

แบคทีเรียอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ต่อมน้ำลายมากกว่าไวรัส แต่ไวรัสบางชนิดที่พบบ่อยก็เป็นสาเหตุของการติดเชื้อในต่อมน้ำลาย ได้แก่ :

  • เอชไอวี

  • คางทูม

  • พาราอินฟลูเอนซา ชนิดที่ 1 และ 2

  • ไข้หวัดใหญ่ ชนิด A

  • เริม

  • ค็อกแซกกีไวรัส

ประเภทต่าง ๆ ของภาวะติดเชื้อต่อมน้ำลาย

คนทุกวัย รวมถึง ทารกแรกเกิดเกิดการติดเชื้อที่ต่อมน้ำลายได้ มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง

ต่อมน้ำลายที่สำคัญมีอยู่ 3 คู่ โดยแต่ละคู่จะอยู่ที่ด้านใดด้านหนึ่งของใบหน้า ต่อมทั้ง 6 ต่อมเหล่านี้อาจเกิดการติดเชื้อได้ ต่อมน้ำลายที่สำคัญ ได้แก่:

  • ต่อมน้ำลายหน้าหู ซึ่งอยู่ภายในแก้มวัดจากด้านบนของหูเข้าไปในขากรรไกร ซึ่งเป็นต่อมน้ำลายที่ใหญ่ที่สุด

  • ก้อนทูมของต่อมน้ำลายใต้กราม ซึ่งอยู่ด้านหลังกรามล่างใต้ลิ้นและคาง ต่อมนี้เป็นต่อมน้ำลายที่ใหญ่เป็นอันดับสองในบรรดาต่อมน้ำลาย

  • ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น ซึ่งอยู่บริเวณใต้ลิ้นแต่ละด้านของลิ้น ต่อมน้ำลายส่วนนี้เป็นต่อมน้ำลายที่เล็กที่สุดในบรรดาต่อมน้ำลาย

  • ต่อมน้ำลายหน้าหูและก้อนทูมของต่อมน้ำลายใต้กรามมักจะติดเชื้อบ่อยที่สุด

การติดเชื้อที่ต่อมน้ำลายส่วนใหญ่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งเกิดจากการอุดตันหรือท่อน้ำลายแคบลงในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิต

อาการของภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้อ

ผู้ที่มีภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้ออาจมีอาการปวดและบวมที่บริเวณคอ อาการส่วนใหญ่ของการติดเชื้อที่ต่อมน้ำลายจะคงอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ และอาจยังมีอาการบวมเล็กน้อยไปอีก 2-3 สัปดาห์

การติดเชื้อต่อมน้ำลายเฉียบพลันมักไม่ค่อยก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ผู้ที่มีภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้ออาจมีอาการจำเพาะแตกต่างกันไปในแต่ละราย และจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของโรค

อาการของภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้อมักส่งผลต่อศีรษะหรือคอและอาจทำให้เกิด:

  • มีอาการเจ็บหรือปวด

  • ผิวหนังแดง

  • มีอาการค่อย ๆ บวมรอบ ๆ บริเวณที่เกิดโรค

  • เกิดหนองในปาก

  • ปากรับรสชาติแปลก ๆ ตลอดเวลา และก็ไม่หายแม้จะดูแลสุขอนามัยของฟันได้ดีก็ตาม

  • เจ็บใต้คาง

  • อ้าปากแล้วเจ็บหรืออ้าปากไม่ได้ เคี้ยวหรือกลืนอาหารลำบาก

  • มีไข้

  • มีอาการหนาวสั่น

  • สำหรับผู้ป่วยหลายคน อาการจะแย่ลงหลังกินอาหาร

  • ผู้ที่มีเนื้องอกที่ทำให้เกิดการอุดกั้นอาจมีก้อนเนื้อแข็ง ๆ บริเวณที่เกิดโรค

พบแพทย์ทันทีหากมีอาการ:

  • รุนแรงมาก

  • ทำให้การกินอาหาร การดื่มของเหลว การกลืนหรือหายใจลำบาก

  • เจ็บปวดมาก

  • เป็นนานกว่า 2 สัปดาห์

  • อาการไม่ดีขึ้นแม้จะได้รับการดูเบื้องต้น เช่น การดื่มน้ำมาก ๆ และทำให้เกิดสุขอนามัยในช่องปากที่ดี

การรักษาภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้อ

การติดเชื้อที่ต่อมน้ำลายจำนวนมากสามารถรักษาให้หายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา แพทย์จะเลือกวิธีรักษาการติดเชื้อต่อมน้ำลายที่ดีที่สุดโดยวิเคราะห์จากสาเหตุ ผู้ที่ติดเชื้อแบคทีเรียมักจะต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้การรักษาภาวะนี้ไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ แต่มียาที่สามารถช่วยลดหรือจัดการกับอาการของโรคเริม ไข้หวัดใหญ่และเอชไอวีได้ เมื่อเกิดการอุดตัน เช่น เกิดนิ่วหรือเนื้องอกที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในต่อมน้ำลาย

แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อรักษา ผู้ที่มีภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้ออาจต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมหรือเอาท่อที่คดงอหรือท่อที่ตีบที่ส่งผลต่อการไหลของน้ำลายออก

ผู้ที่มีการติดเชื้อต่อมน้ำลายซึ่งเกิดจากภาวะหรือโรคที่มีมาก่อนหน้าจะต้องได้รับการรักษาเฉพาะทางเพิ่มเติม หากมีการติดเชื้อที่เกิดจากฝีขนาดใหญ่ แพทย์อาจต้องเปิดและระบายฝีออก สำหรับผู้ที่รับประทานยาเพื่อรักษาภาวะติดเชื้อในต่อมน้ำลาย แพทย์อาจต้องเปลี่ยนยาหรือเปลี่ยนขนาดยา

การดูแลรักษาภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้อด้วยตัวเอง

นอกเหนือจากยาแล้วยังมีวิธีการดูแลรักษาด้วยตัวเองที่บ้านอีกมากมายที่อาจช่วยให้ร่างกายรักษาการติดเชื้อในต่อมน้ำลาย ผู้ที่มีภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้ออาจ:

  • ดื่มของเหลวให้มาก ๆ เพื่อรักษาภาวะขาดน้ำ

  • นวดบริเวณที่เกิดโรคบ่อยครั้งต่อวัน หากเกิดการอุดตันเพื่อกระตุ้นให้น้ำลายไหล

  • อมยาอมที่ปราศจากน้ำตาลหรือลูกอมที่มีรสเปรี้ยวเพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำลาย

  • บริโภคอาหารและเครื่องดื่มรสเปรี้ยวที่ทำให้น้ำลายไหล เช่น น้ำมะนาว ผักดองหรือกะหล่ำปลีดอง

  • ประคบอุ่นในบริเวณที่เกิดโรค โดยประคบเป็นเวลา 10 ถึง 15 นาทีหลาย ๆ ครั้งต่อวัน

  • ใช้น้ำยาบ้วนปากและใช้ยาบ้วนที่มีคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสเพื่อเป็นสารทดแทนน้ำลาย

Salivary Gland Infection

การวินิจฉัยภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้อ

แพทย์อาจต้องทำอัลตร้าซาวด์เพื่อดูการอุดตันโดยละเอียด ในการวินิจฉัยการติดเชื้อที่ต่อมน้ำลาย แพทย์มักเริ่มจากการซักประวัติผู้ที่มีภาวะต่อมน้ำลายติดเชื้อเกี่ยวโดยเฉพาะเรื่องของอาการ และประวัติการเกิดโรค และทำการตรวจบริเวณที่เกิดโรคเพิ่มเติม

ในกรณีที่มีเนื้องอกหรือการอุดตันขยายขนาดขึ้นและทำให้เกิดการติดเชื้อ แพทย์อาจนำตัวอย่างจากบริเวณที่เกิดโรคเพื่อส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม หากมีการอุดตันในต่อมน้ำลาย แพทย์อาจใช้การตรวจวินิฉัยด้วยภาพถ่ายเพื่อให้ได้มุมมองที่ดีขึ้นในบริเวณที่เกิดโรค เช่น:

  • การตรวจอัลตราซาวนด์

  • การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

  • การตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

  • การส่องกล้องทางเดินน้ำลาย

  • การถ่ายภาพเอ็กซ์เรย์ของต่อมน้ำลายโดยการสีย้อมเข้าไปในต่อมน้ำลายให้ปรากฏในถ่ายภาพด้วยรังสีเอ็กซ์

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะการติดเชื้อในต่อมน้ำลาย

ปัจจัยหลายอย่างทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดภาวะการติดเชื้อในต่อมน้ำลาย เช่น การดำเนินชีวิต การใช้ยาบางชนิด และภาวะและโรคต่าง ๆ ที่ลดการไหลของน้ำลายและทำให้เกิดการติดเชื้อต่อมน้ำลายเช่น:

  • ภาวะขาดน้ำ

  • หายใจทางปากบ่อยเกินไป

  • มีภาวะทุพโภชนาการ

  • ใช้ยาแก้แพ้

  • ใช้ยาซึมเศร้า

  • ใช้ยาขับปัสสาวะ

  • ใช้ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์

  • ใช้ยาระงับประสาท

  • ใช้ยารักษาโรคทางจิต

  • ใช้ยาต้านพาร์กินสัน

  • ใช้ยากดภูมิ

  • อายุเกิน 65 ปีหรือเป็นทารกแรกเกิด

  • เพิ่งเข้ารับการผ่าตัด

  • เข้ารับการฉายรังสีหรือเคมีบำบัดในช่องปาก ศีรษะหรือลำคอ

  • เข้ารับการบำบัดด้วยไอโอดีนกัมมันตภาพรังสีของต่อมไทรอยด์

  • เป็นโรคเบาหวาน

  • กลุ่มอาการโจเกรน

  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (RA)

  • โรคแพ้ภูมิตัวเอง

  • การติดเชื้อต่อมน้ำเหลือง

  • การเบื่ออาหาร

  • ไตล้มเหลว

  • อยากอาหารมากผิดปกติ

  • ภาวะต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนน้อยผิดปกติ

  • การป้องกันการเกิดภาวะการติดเชื้อในต่อมน้ำลาย

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดการติดเชื้อต่อมน้ำลายจำเพาะ แต่อาจมีเคล็ดลับในการดำเนินชีวิตที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะการติดเชื้อในต่อมน้ำลายได้ เช่น:

  • ให้ร่างกายได้รับน้ำตลอดและจิบของเหลวตลอดทั้งวัน

  • แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง

  • ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน

  • ล้างปากด้วยน้ำหลังรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีรสหวานหรือน้ำอัดลม

  • ทำความสะอาดฟันทุก ๆ 6 เดือน

  • เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลหรืออมลูกอมที่ไม่มีน้ำตาล

  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์

  • งดผลิตภัณฑ์ยาสูบ

  • กินอาหารในปริมาณเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำลาย

แนวโน้มของโรค

โดยรวมแล้ว แนวโน้มการเกิดการติดเชื้อในต่อมน้ำลายนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล

การติดเชื้อที่ต่อมน้ำลายส่วนใหญ่จะหายได้เองด้วยการใช้ยา การดูแลตนเอง และการดูแลรักษาด้วยตัวเองที่บ้าน

ผู้ที่ติดเชื้อในต่อมน้ำลายรุนแรงหรือเรื้อรังจะต้องได้รับการจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการติดเชื้อนั้นเป็นโรคที่มีมาก่อนหน้า

ให้ปรึกษาแพทย์เสมอหากมีอาการที่กระทบกับศีรษะและคอทุกที่รุนแรงเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ หรือเป็นแล้วไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่ต้นในขณะที่ไม่สามารถอ้าปากหุบปากเองได้ ให้ปรึกษาแพทย์ทันที

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

ความคิดเห็น (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *