บทความสุขภาพ
งูกัด (Snake Bites) : อาการ สาเหตุ และการรักษา

งูกัด (Snake Bites) : อาการ สาเหตุ และการรักษา

24.01
84
0

เมื่อคนถูกงูกัด (Snake Bites) อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ แม้ว่าไม่ค่อยมีผู้เสียชีวิตจากการถูกงูกัด แต่การโดนงูกัดเป็นเรื่องที่ผิดปกติ คนเราอาจโดนงูที่มีพิษหรือไม่มีพิษกัดได้ ดังนั้นการรู้วิธีรักษาเมื่อโดนงูกัดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

เมื่อโดนงูกัดอาการที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ระดับไม่รุนเเรงไปจนถึงอาการเจ็บปวดรุนเเรง แต่อย่างไรก็ตามสถิติการเสียชีวิตของผู้ที่ถูกงูกัดเป็นศูนย์หรือแทบไม่มีเลย โดยปกติคนที่ถูกงูกัดสามารถหายได้เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

แผลถูกงูกัดทุกชนิดจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ แม้ว่าโดนงูที่ไม่มีพิษกัดก็ตาม เนื่องจากแผลที่ถูกงูกัดจำเป็นต้องได้รับการทำแผลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการติดเชื้อและอาการเจ็บปวดที่รุนเเรง

เมื่อถูกงูที่ไม่มีพิษกัดอาจไม่มีอาการเจ็บปวดเกิดขึ้น แต่ถ้าหากถูกงูมีพิษบางชนิดกัดอาจทำให้ชีวิตได้ทันที

ในบทความนี้เราได้นำเสนอเกี่ยวกับอาการของงูกัดและวิธีระบุลักษณะของแผลงูกัดว่าเกิดจากงูชนิดที่มีพิษหรือไม่ นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงวิธีการรักษาและวิธีการปฐมพยาบาลสำหรับผู้ที่ถูกงูกัดเช่นกัน

ข้อสรุปเกี่ยวกับแผลงูกัด

  • จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ในแต่ละปีมีประชากรในประเทศไทยโดนงูกัดประมาณ 7,000  คน

  • การถูกงูกัดไม่ได้เป็นอันตรายต่อมนุษย์เสมอไป แม้ว่าคนส่วนใหญ่มักรู้สึกกลัวเมื่อปล่อยให้แผลงูกัดหายเอง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันตนเองไม่ให้ถูกงูกัด

  • งูที่ตายแล้วยังสามารถกัดคนได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการจับงูในป่าด้วยมือเปล่า

อาการของงูกัด

อาการของงูมีพิษกัดได้แก่อาการปวดและผิวหนังบวมแดงหรือมีรอยฟกช้ำเกิดขึ้นบริเวณรอบๆที่ถูกงูกัด

โดยปกติคนเราสามารถรู้สึกตัวได้เมื่อถูกงูกัด แต่อย่างไรก็ตามงูอาจกัดคนอย่างรวดเร็วจนทำให้ร่างกายไม่สามารถตอบสนองเมื่อถูกงูกัดได้ทันที

เมื่อถูกงูกัดอาการส่วนมากที่เกิดขึ้นได้แก่อาการปวดบวมรอบๆบริเวณที่เกิดงูกกัด ถ้าหากเป็นงูที่มีพิษกัดจะทำให้มีอาการเป็นไข้และปวดหัวรวมถึงมีอาการชักและไม่รู้สึกตัว อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้อาจเกิดจากความหวาดกลัวหลังจากถูกงูกัดได้

นอกจากนี้การถูกงูกัดสามารถทำให้เกิดอาการแพ้พิษงูอย่างรุนเเรงได้

งูมีพิษบางตัวอาจกัดคนโดยที่ไม่ปล่อยพิษออกมา สาเหตุที่งูไม่ปล่อยพิษออกมาเนื่องจากพวกมันมีพิษในอยู่อย่างจำกัดและจำเป็นต้องกักเก็บพิษไว้ให้ได้มากที่สุด พบว่างูตระกูล pit viper ประมาณ 20-25 เปอร์เซนต์และงูที่มีปล้องสีแดง 50 เปอร์เซนต์มักกัดแบบไม่ปล่อยพิษออกมา

อาการของงูพิษกัด

งูที่มีพิษมีเขี้ยวแหลมสองซี่ทำหน้าที่ปล่อยพิษตอนกัด โดยปกติแล้วเมื่อคนถูกงูมีพิษกัดจะสามารถสังเกตุเห็นรอยเขี้ยวงูกัดสองจุด ถ้าหากถูกงูที่ไม่มีพิษกัดมักทิ้งรอยฟันไว้สองแถว

อาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับการแยกความแตกต่างระหว่างแผลของงูที่มีพิษและงูไม่มีพิษเมื่อถูกกัด ดังนั้นผู้ที่ถูกงูกัดจำเป็นต้องไปพบแพทย์ทันที แม้ว่าจะโดนงูชนิดไหนกัดก็ตาม

  • อาการทั่วไปเมื่อถูกงูมีพิษกัดได้แก่:
  • รอยเขี้ยวสองจุด
  • มีอาการปวดบวมบริเวณรอบแผลงูกัด
  • ผิวหนังบวมแดงและเกิดรอยฟกช้ำบริเวณที่ถูกงูกัด
  • เกิดอาการชาที่ใบหน้าโดยเฉพาะปาก
  • อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น
  • หายใจลำบาก
  • วิงเวียนศีรษะ
  • อ่อนเเรง
  • ปวดหัว
  • เห็นภาพเบลอ
  • เหงื่อออกมาก
  • มีไข้
  • กระหายน้ำ
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • ท้องเสีย
  • เป็นลมและหมดสติ
Snake Bites

อาการของงูที่ไม่มีพิษกัด

เมื่อถูกงูที่ไม่มีพิษกัด งูจะไม่ปล่อยสารพิษออกมาและรอยกัดของงูที่ไม่มีพิษแตกต่างจากงูมีพิษ ซึ่งงูที่ไม่มีพิษจะทิ้งรอยฟันไว้สองแถว

อาการที่เกิดขึ้นเมื่อถูกงูที่ไม่มีพิษกัดได้แก่:

  • เจ็บปวดบริเวณที่เกิดงูกัด

  • มีเลือดออก

  • มีอาการบวมแดงบริเวณที่ถูกงูกัด

  • มีอาการคันรอบๆบริเวณที่ถูกงูกัด

ถ้าหากปล่อยให้เกิดแผลงูกัดไว้และไม่ทำการรักษาอาจทำให้ผิวหนังติดเชื้อและเซลล์เนื้อเยื่อตายได้ ดังนั้นการรักษาแผลงูกัดอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ นอกจากนี้บางคนอาจมีอาการแพ้พิษงูรุนแรงเมื่อโดนงูกัด

วิธีระบุลักษณะของงูที่มีพิษ

แม้ว่างูมีหลากหลายชนิด งูส่วนใหญ่ที่พบในแต่ละท้องถิ่นอาจเป็นงูที่ไม่พิษหรือมีพิษ ก็ได้ ดังนั้นแม้ว่าจะถูกงูชนิดใดกัดก็ตาม ควรเข้ารับการรักษาบาดแผลจากแพทย์เท่านั้น

งูมีพิษส่วนใหญ่ที่พบได้แก่:

  • งูตระกูล pit vipers (Crotalinae), ได้แก่ งูหางกระดิ่ง งูพิษคอปเปอร์เฮทและงูเห่า

  • งูชนิดที่มีปล้องสีแดง เช่น งูวงษ์ที่มีพิษเขี้ยวหน้า (Elapidae)

วิธีสังเกตงูตระกูล pit vipers สามารถดูได้ที่แอ่งของส่วนหัวหรือหลุมที่อยู่ระหว่างตาและจมูกทั้งสองข้าง โดยบริเวณหลุมนี้เป็นที่กักเก็บพิษของงูที่มีพิษ ซึ่งงูที่ไม่มีพิษจะไม่มีลักษณะดังกล่าว

วิธีรักษาแผลงูกัด

เมื่อคนเราถูกงูกัดควรไปพบเเพทย์ทันทีหรือทำการปฐมพยาบาลผู้ที่โดนงูกัดเบื้องต้อนก่อนไปพบเเพทย์

ถ้าหากโดนงูกัดควรปฏิบัติตนตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • ตั้งสติและใจเย็น

  • โทรหาเบอร์หน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที

  • ล้างแผลที่ถูกงูกัดด้วยสบู่หรือน้ำ

  • ถอดเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับบริเวณที่อยู่ใกล้แผลงูกัดออก เนื่องจากแผลงูกัดสามารมบวมขึ้นได้

  • รักษาอวัยวะตำแหน่งของอวัยวะที่ถูกงูกัดให้อยู่ต่ำกว่าระดับของหัวใจ

  • ไม่ควรจับหรือฆ่างูที่กัดด้วยตนเอง

ถ้าหากสังเกตพบว่าผู้ใดก็ตามถูกงูที่มีพิษกัด ควรได้รับเซรุ่มถอนพิษงูทันที แต่อย่างไรก็ตามเซรุ่มต้านพิษงูมีหลากหลายชนิดขึ้นงูกับประเภทของงูที่กัด

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับวิธีปฐมพยาบาลเมื่อถูกงูกัด วิธีดังต่อไปนี้เป็นวิธีที่ไม่ควรปฏิบัติหลังจากถูกงูกัด

  • ไม่ควรตัดแผลงูกัดออก

  • ไม่ควรใช้เชือกหรือเสื้อผ้ารัดบริเวณเหนือบาดแผลเมื่อหยุดเลือด

  • ไม่ควรใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่ถูกงูกัด

  • ไม่ควรดูดพิษงูออกจากแผล

  • ไม่ควรใช้เครื่องดูดพิษงู

  • คนที่ถูกงูกัดไม่ควรหายาทานเอง เว้นแต่ได้รับยาจากแพทย์เท่านั้น

ควรไปพบเเพทย์เมื่อไหร่

ผู้ที่ถูกงูกัดควรไปพบเเพทย์หรือโทรติดต่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉินที่เบอร์ 1699 ทันที โดยแพทย์จะทำการตรวจร่างกายและประเมินอาการจากบาดแผลที่ถูกงูกัดและใช้วิธีรักษาที่ดีที่สุด

หากเป็นไปได้แพทย์จะใช้เซรุ่มถอนพิษงูหากทราบชนิดของงูที่กัด เนื่องจากเซรุ่มถอนพิษงูมีหลากหลายชนิด

ถ้าหากถูกงูที่ไม่มีพิษกัด ยังคงจำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาและทำแผลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ

การป้องกันงูกัด

ส่วนใหญ่เเล้วเราสามารถป้องกันการถูกงูกัดได้ โดยปกติงูทั่วไปไม่ได้ทำอันตรายให้กับคน เว้นแต่ว่างูจะกัดคนก็ต่อเมื่อต้องการข่มขู่หรือป้องกันตัวเท่านั้น

วิธีการป้องกันตัวไม่ให้ถูกงูกัดมีดังต่อไปนี้:

  • ไม่ควรจับงูด้วยตนเองเมื่อเจองูในป่า

  • ไม่ครวเข้าไปในบริเวณที่อาจเป็นที่อยู่อาศัยของงูเช่นกอหญ้าสูง โขนหิน หรือพุ่มไม้

  • ควรใส่รองเท้าบูทและกางเกงหนารวมถึงถุงมือ เมื่อทำงานนอกบ้าน

  • ไม่ควรทำร้ายหรือฆ่างูเอง

นี่คือที่มาในแหล่งบทความของเรา

ความคิดเห็น (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *