Club of Thai Health

บทความสุขภาพ

เวียนศีรษะบ้านหมุน

เวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo) : อาการ สาเหตุ การรักษา

ผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน (Vertigo) มีอาการวิงเวียนศีรษะแบบหัวหมุน ซึ่งอาการวิงเวียนศีรษะเป็นอาการของโรคต่างๆ โดยอาการวิงเวียนศีรษะเกิดขึ้นเมื่อมีปัญหาที่หูชั้นใน สมองหรือระบบเส้นประสาท 

อาการวิงเวียนศีรษะอย่างเช่นอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยแต่โดยปกติมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

อาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนหรืออาการวิงเวียนศีรษะที่ทำให้การทรงตัวลำบากสามารถเกิดขึ้นในระยะสั้นหรือระยะยาวและสามารถเกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์หรือมีอาการติดเชื้อในหูได้อีกด้วย สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติที่หูชั้นในเช่นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Ménière’s disease) มักอาการวิงเวียนศีรษะที่ทำให้การทรงตัวลำบากได้เช่นกัน

Vertigo

อาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนคืออะไร 

ผู้ที่มีอาการวิงเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนมักมีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัวและวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม

อาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนเป็นอาการวิงเวียนศรีษะที่ทำให้ทรงตัวลำบาก เมื่ออยู่ในห้องหรือที่กว้างจะทำให้มองภาพหมุนรอบตัวเป็นวงกลม หลายคนอาจอธิบายอาการที่เกิดขึ้นว่าเป็นอาการกลัวความสูงแต่ที่จริงเเล้วไม่ใช่อาการดังกล่าว 

อาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนเกิดขึ้นเมื่อคนมองเห็นความสูงที่สูงมากกว่าความเป็นจริง แต่โดยปกติเเล้วอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนหมายถึงอาการเวียนศีรษะที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือยาวนานที่เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาภายในหูหรือสมอง

แต่อย่างไรก็ตามอาการวิงเวียงศีรษะแบบบ้านหมุนไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ

อาการวิงเวียน

ผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนจะรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่รอบๆตัวกำลังเคลื่อนที่หรือกำลังหมุนอยู่รอบตัว 

ภาวะวิงเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนเป็นลักษณะอาการ แต่อย่างไรก็ตามอาการนี้สามารถเกิดขึ้นร่วมกับอาการอื่นๆได้เช่นกัน 

ซึ่งอาการอื่นๆที่เกิดร่วมด้วยได้แก่ 

  • ปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
  • อาการวิงเวียนศีรษะคล้ายเป็นลม
  • รู้สึกไม่สบาย
  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • มีเสียงเกิดขึ้นในหูเรียกว่า เสียงอื้อในหู
  • รู้สึกหูอื้อ
  • ปวดหัว
  • มีอาการตากระตุกซึ่งเกิดขึ้นซึ่งไม่สามารถควบคุมได้ โดยปกติมักเกิดขึ้นที่ตาข้างใดข้างหนึ่ง

สาเหตุบ้านหมุน

มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุน โดยปกติมักเกี่ยวข้องกับปัญหาความไม่สมดุลของน้ำในหูหรือระบบประสาทส่วนกลาง (CNS)

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนได้แก่ 

หูชั้นในอักเสบ

ความผิดปกตินี้เกิดขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการอักเสบของหูชั้นในที่เส้นประสาทเกี่ยวกับการได้ยินหรือเส้นประสาทหู

โดยเส้นประสาทเกี่ยวกับการได้ยินทำหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังสมองเกี่ยวกับอาการและท่าทางหรือเสียงที่ได้ยิน 

นอกจากอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนแล้ว ผู้ที่เป็นโรคหูชั้นในอักเสบอาจมีประสบการณ์สูญเสียการได้ยิน มีเสียงอื้อในหู ปวดหัวและเจ็บหูรวมถึงมีการมองเห็นที่เปลี่ยนแปลงไป 

โรคเส้นประสาทการทรงตัวในหูอักเสบ

การติดเชื้อทำให้เส้นประสาทการทรงตัวอักเสบซึ่งคล้ายกับหูชั้นในอักเสบแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการได้ยิน โรคเส้นประสาทการทรงตัวอักเสบเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนซึ่งทำให้มองเห็นภาพเบลอ อาเจียนอย่างรุนเเรงหรือทำให้รู้สึกสูญเสียการทรงตัว

หูชั้นกลางอักเสบ

เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อที่ผิวหนังแบบไม่ใช่มะเร็ง โดยปกติมักเกิดขึ้นจากการติดเชื้อซ้ำที่เกิดขึ้นด้านหลังของเยื่อแก้วหูจึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสียหายที่โครงสร้างของกระดูกชั้นกลางส่งผลทำให้สูญเสียการได้ยินเเละวิงเวียนศีรษะ 

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

โรคนี้เกิดขึ้นจากการสะสมของเหลวที่หูชั้นในที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนและได้ยินเสียงอื้อในหูรวมถึงสูญเสียการได้ยิน ซึ่งโดยปกติอาการนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 40 ปี ไปจนถึง 60 ปี

แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน โดยสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคนี้เกิดอาจเกิดจากหลอดเลือดหดตัว การติดเชื้อจากไวรัสหรือการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้อาจเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากสมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัว

โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน (BPPV) 

หูชั้นในประกอบไปด้วยโครงสร้างของหูที่เรียกว่าอวัยวะ otolith organs ที่ประกอบไปด้วยของเหลวและชิ้นส่วนของผลึกแคลเซียมคาร์บอเนต 

สำหรับโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนเกิดจากการที่ผลึกชนิดนี้หลุดเข้าไปในหลอดครึ่งวงกลม ซึ่งผลึกแคลเซียมนี้ได้ตกลงไปสัมผัสกับเซลล์ประสาทรับความรู้สึกภายในส่วนที่เรียกว่า cupula ของหลอดครึ่งวงกลมในระหว่างการเคลื่อนไหว 

ส่งผลทำให้สมองได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการแสดงท่าทางของร่างกายจึงทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ้านหมุน โดยปกติผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้จะมีเวียนหัวแบบทรงตัวได้ยากอย่างน้อยประมาณ 60 วินาทีและมีอาการอาเจียนรวมถึงอาการอื่นๆร่วมด้วย 

ปัจจัยอื่นๆ

นอกนี้อาการเวียนศีรษะแบบบ้านหมุนยังสามารถเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่นๆได้แก่ 

  • อาการปวดหัวไมเกรน
  • อาการบาดเจ็บที่หัว
  • การผ่าตัดหู
  • การทะลุของเยื่อที่ปิดช่องทางติดต่อระหว่างหูชั้นกลางและหูชั้นในเกิดขึ้นเมื่อมีของเหลวจากหูชั้นในรั่วไหลเข้าไปในหูชั้นกลางเนื่องจากเยื่อกั้นของชั้นหูทั้งสองทะลุหรือฉีกขาด
  • โรคงูสวัดภายในหูหรือรอบหูภาษาอังกฤษเรียกว่า herpes zoster oticus
  • โรคหินปูนเกาะกระดูกหูเกิดขึ้นเมื่อกระดูกหูชั้นกลางมีปัญหาเติบโตมากกว่าปกติเป็นสาเหตุทำให้สูญเสียการได้ยิน 
  • โรคซิฟิลิส
  • ภาวะกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกันทำให้เกิดปัญหากล้ามเนื้ออ่อนเเรง
  • ภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมองหรือหลอดเลือดสมองตีบตันหรืออุดตันหรือบางครั้งอาจเรียกว่าสมองขาดเลือดชั่วคราว
  • เป็นปัญหาที่สมองส่วนเซรีเบลลัมหรือโรคเนื้องอกมอง
  • เนื้องอกที่เส้นประสาทหูเป็นภาวะที่มีเนื้องอกเกิดขึ้นในเส้นประสาทของการได้ยินซึ่งอยู่ใกล้กับหูชั้นใน 
  • โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง 

การนอนบนเตียงเป็นเวลานานทำให้เกิดอาการบ้านหมุนหลังตื่นนอนหรือการใช้ยาบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการปวดหัวบ้านหมุนได้เช่นกัน

วิธีรักษาอาการเวียนหัวบ้านหมุน

โดยปกติอาการเวียนหัวแบบบ้านหมุนสามารถหายเองได้โดยไม่จำเป็นต้องรับการรักษา แต่อย่างไรก็ตามอาการนี้จำเป็นต้องรักษาเมื่อเกิดเป็นอาการที่เกิดขึ้นจาโรคต่างๆ

แพทย์อาจสั่งยาเช่นยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการติดเชื้อจากแบคทีเรียหรือยาต้านไวรัสสำหรับรักษาโรคงูสวัด

มียาหลายชนิดที่ใช้รักษาเพื่อบรรเทาอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นได้แก่ยาต้านฮีสตามีนและยาต้านการอาเจียนที่ใช้ลดอาการและคลื่นไส้อาเจียน 

ทั้งนี้การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดจำเป็นต้องใช้เมื่อเกิดการติดเชื้ออื่นๆอย่างเช่นโรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อนและโรคเนื้องอกในเส้นประสาทหู ซึ่งโรคทั้งสองนี้ทำให้เกิดอาการที่ไม่พึ่งประสงค์ต่อร่างกาย

ยาต้านฮีสตามีนสามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยาหรือสั่งซื้อออน์ไลน์ได้ 

การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน 

แพทย์จะสั่งยาให้กับผู้ป่วยเพื่อใช้รักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน โดยแพทย์ยาให้ยา meclizine ยา glycopyrrolate หรือยา lorazepam เพื่อช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนบ้านหมุนเนื่องจากโรคนี้ 

วิธีอื่นๆที่ใช้รักษาโรคนี้ได้แก่

  • การลดการบริโภคโซเดียมและใช้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดของเหลวในร่างกาย
  • พยายามรักษาระดับการเต้นของขีพจรด้วยการวัดชีพจรที่ช่องหู
  • เข้ารับการฉีดยาปฏิชีวนะหรือคอลติโคสเตียรอยด์ที่หูชั้นกลางโดยเเพทย์
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ช็อกโกแลตและเครื่องดื่มแอลกอฮอลรวมถึงงดสูบบุหรี่ 

นี่คือแหล่งที่มาของบทความของเรา

ความคิดเห็นล่าสุด