Club of Thai Health

บทความสุขภาพ

โรคไข้ออกผื่น

โรคไข้ออกผื่น (Viral Rash) : อาการ สาเหตุ การรักษา

โรคไข้ออกผื่นคืออะไร

โรคไข้ออกผื่นเป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัส ที่สามารถทำให้เกิดอาการคันเจ็บปวดหรือแสบร้อนได้

โดยลักษณะของผื่นที่ปรากฎบนผิวหนังมีหลายรูปแบบตั้งแต่รอยผื่นขนาดเล็กไปจนถึงรอยผื่นสีแดงขนาดใหญ่หรือตุ่มขนาดเล็กซึ่งสามารถเกิดขึ้นเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายและเกิดการแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ

นอกจากนี้ระยะเวลาของการเกิดผื่นขึ้นอยู่กับประเภทของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดผื่นขึ้นและมีเชื้อไวรัสหลายประเภทที่ทำให้เกิดไข้ออกผื่น ในขณะที่คนทุกวัยมีโอกาสเป็นไข้ติดเชื้อจากไวรัสแต่ในเด็กและเด็กทารกมีเเนวโน้มติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดผื่นมากกว่าผู้ใหญ่

โรคที่ทำให้เกิดไข้ออกผื่นที่รู้จักกันดีมีดังต่อไปนี้ 

Viral Rash

โรคไข้ต่อมน้ำเหลืองโต 

มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสเอพสไตน์บาร์ไวรัส  (Epstein-Barr) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย 

โดยส่วนใหญ่เเล้วเชื้อไวรัสแพร่กระจายและเกิดการติดต่อผ่านของเหลวในร่างกายได้แก่น้ำลายจึงเป็นสาเหตุที่โรคนี้มีชื่อเล่นเรียกว่า “โรคติดต่อผ่านการจูบ” และผื่นที่เกิดขึ้นจากโรคไข้ต่อมน้ำเหลืองโตมีลักษณะเป็นตุ่มสีแดงเล็กๆเกิดขึ้นตามส่วนต่างๆของร่างกายได้แก่ใบหน้าและลำตัว

โดยผื่นที่เกิดขึ้นนี้จะเกิดการเเพร่กระจายเพิ่มมากขึ้นในผู้ป่วยที่ใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิด ซึ่งในงานวิจัยพบว่า 50 -100 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่เป็นโรคไข้ต่อมน้ำเหลืองโตจะมีผื่นเกิดขึ้นหลังจากทานยาปฏิชีวนะที่มีอนุพันธ์ของยาเพนนิซิลลิน

อาการอื่นๆของโรคไข้ต่อมน้ำเหลืองโตได้แก่

โรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใสสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กและผู้ใหญ่แต่ส่วนมากเเล้วมักเกิดขึ้นกับเด็กซึ่งเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (varicella-zoster)  เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ 

โรคอีสุกอีกใสเกิดถูกค้นพบโดยบังเอิญ ส่งผลทำให้เกิดการลดการใช้วัคซีนวาริเซลลาในปี ค.ศ.1995  อย่างไรก็ตามการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถเกิดการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วจากคนสู่คนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส 

โดยปกติมักมีผื่นขึ้นที่บริเวณหน้าอกก่อนและจากนั้นผื่นจะเเพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ซึ่งรูปแบบของผื่นที่เปลี่ยนแปลงไปหมายถึงพัฒนาการของโรค เริ่มต้นจากมีผื่นตุ่มน้ำที่มีน้ำไหลออกมาคล้ายกับตุ่มพุพองแต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วันผื่นตุ่มน้ำที่เกิดขึ้นจะเริ่มพองขึ้นและมีลักษณะที่แข็งกลายเป็นสะเก็ดแผล นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆเกิดขึ้นร่วมด้วยได้แก่

  • มีไข้
  • ความอยากอาหารลดลง
  • ปวดหัว 

โรคงูสวัด

โรคงูสวัดมักเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่และเกิดขึ้นเมื่อร่างกายตอบสนองต่อเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (varicella-zoster) มากเกินไปซึ่งเป็นเชื้อไวรัสเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสและทำให้มีผื่นเกิดขึ้น 

หลังจากที่ผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสเเล้ว เชื้อไวรัสยังคงหลงเหลืออยู่ในเซลล์ประสาทของร่างกาย โดยส่วนใหญ่แม้ว่าไวรัสที่เหลืออยู่จะไม่มีการเจริญเติบโตต่อไป แต่บางครั้งไวรัสที่มีอยู่อาจทำให้เกิดโรคงูสวัดได้ โดยโรคนี้ทำให้เกิดผื่นแดงพุพองที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดและสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย 

อาการอื่นๆของโรคงูสวัดได้แก่ 

  • มีอาการปวดในเส้นประสาทที่เกิดขึ้นได้เป็นระยะเวลายาวนาน
  • มีไข้
  • ปวดหัว

โรคหัด

โรคหัดเกิดจากไวรัสโดยปกติมักเริ่มเกิดขึ้นที่บริเวณหลังหูและแพร่กระจายไปยังใบหน้า ลำคอและลำตัว ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสชื้อไวรัสรูบิโอลา (rubeola virus) 

โรคหัดไม่เหมือนกับโรคหัดเยอรมันที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัส รูเบลล่า (Rubella) ซึ่งทำให้เกิดผื่นขึ้นเช่นกัน โดยปกติหัดเยอรมันมีอาการที่รุนเเรงน้อยกว่าโรคหัดแต่เชื้อไวรัสรูเบลล่าสามารถทำให้เกิดความผิดปกติเรื้อรังในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เมื่อสัมผัสกับเชื้อไวรัสนี้ 

อาการอื่นๆของโรคหัดมีดังต่อไปนี้ 

  • มีไข้
  • น้ำมูกไหล
  • ไอ
  • น้ำตาไหล

โรคฟิฟธ์

โดยปกติโรคนี้มักเป็นผื่นเกิดขึ้นบนใบหน้าซึ่งดูคล้ายกับถูกตบหน้า โดยผื่นชนิดนี้สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายได้ เชื้อไวรัสพาร์โวไวรัส บี 19 ทำให้เกิดโรคฟิฟธ์

ข้อมูลจากสถาบันควบคุมและป้องกันโรคระบุ (CDC) ได้ระบุไว้ว่าแม้ว่าโรคฟิฟธ์สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกวัย แต่ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับเด็กมากกว่า

อาการส่วนใหญ่ของโรคฟิฟธ์ได้แก่ 

  • มีไข้
  • ปวดหัว
  • ปวดข้อต่อ
  • น้ำมูกไหล

โรคผื่นกุหลาบ (โรคส่าไข้)

โรคผื่นกุหลาบหมายถึงโรคส่าไข้ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับมนุษย์เนื่องจากเชื้อไวรัส Human herpesvirus 6 

โดยปกติมักมีผื่นจุดสีชมพูเกิดขึ้นและมีลักษณะเป็นผื่นแบน โดยผื่นสามารถเริ่มแพร่กระจายที่บนหน้าอกและท้องก่อนแพร่กระจายไปยังที่แขนและขาและไม่ทำให้เกิดอาการคัน 

 โดยส่วนใหญ่โรคส่าไข้มักเกิดขึ้นกับเด็กทารกที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 1 ปี โดยประมาณ 90% มักเกิดขึ้นกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี 

อาการอื่นได้แก่ 

  • มีไข้ขึ้นสูงเฉียบพลัน
  • มีอาการไอ
  • ความอยากอาหารลดลง

การรักษา

โดยปกติโรคไข้ออกผื่นไม่จำเป็นต้องทำการรักษาเพราะมียาต้านไวรัสสำหรับรักษาผื่นที่เกิดจากเชื้อไวรัสแต่ละชนิดและมีการรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาอาการต่างๆที่เกิดขึ้น

โดยปกติเชื้อไวรัสอาจหายไปแต่ยังคงมีเชื้อไวรัสบางส่วนหลงเหลืออยู่ ในช่วงเวลานี้ผู้ป่วยสามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการคันและเจ็บปวดหรืออาการระคายเคืองอื่นๆด้วยตนเอง โดยสามารถทำตามวิธีดังต่อไปนี้ 

  • ทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของยาบรรเทาอาการคันเช่นคาลามายด์หรือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดทาเพื่อบรรเทาอาการคันและสิ่งที่ดีที่สุดคือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำหอมเพื่อลดความเสี่ยงเกิดอาการระคายเคือง 
  • อาบน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำนมข้าวโอ๊ตเพื่อลดอาการคันและทำให้ผิวเรียบเนียน ผงข้าวโอ๊ตแตกต่างจากข้าวโอ๊ตที่ใช้สำหรับทาน ซึ่งผงข้าวโอ๊ตเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับใช้อาบน้ำ โดยสามารถหาซื้อผงข้าวโอ๊ตได้ที่ร้านขายยาหรือสั่งซื้อออนไลน์ได้
  • ใช้แผ่นเจลเย็นประคบเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดเเละคัน 
  • หลีกเลี่ยงการเกาที่ผื่นเนื่องจากเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและทำให้เกิดความเสี่ยงของการติดเชื้อ 

เป็นสิ่งสำคัญที่ควรปรึกษแพทย์ก่อนนำยาต้านฮีสทามีนที่ซื้อเองให้เด็กทานเพื่อบรรเทาอาการคันหรือให้ยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด เนื่องจากยาเหล่านี้ก่อให้เกิดผลข้างเคียงด้านลบ  

ควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่ 

โลชั่นทาเฉพาะที่สามารถบรรเทาอาการคันที่เกิดจากผื่นได้ 

โดยปกติอาจมีอาการอื่นๆเกิดขึ้นร่วมกับโรคไข้ออกผื่น เนื่องจากการติดเชื้อหลายประเภทสามารถทำให้เกิดโรคไข้ออกผื่นได้ ดังนั้นควรไปพบเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความช่วยเหลือเเละวินิจฉัยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค 

สถาบันโรคทางผิวหนังในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้คำแนะนำว่าควรไปพบเเพทย์เมื่อเป็นโรคไข้ออกผื่นที่มีอาการดังต่อไปนี้ 

  • ผื่นแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆของร่างกายอย่างรวดเร็ว
  • มีสัญญาณของอาการติดเชื้อจากแบคทีเรียเช่นเกิดผื่นขึ้นหลายสีหรือมีของเหลวไหลออกจากตุ่มผื่น
  • เกิดอาการเจ็บปวดมาก
  • มีผื่นเกิดขึ้นนานมากกว่า 1 สัปดาห์และไม่มีอาการดีขึ้น

บทสรุป

โรคไข้ออกผื่นสามารถเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสหลายชนิด โดยส่วนใหญ่เเล้วมักเกิดขึ้นกับเด็กทารก โดยโรคที่เกิดเชื้อไวรัสได้แก่ โรคไข้ต่อมน้ำเหลืองโต โรคอีสุกอีใส โรคส่าไข้และโรคหัด 

โรคไข้ออกผื่นมีลักษณะเป็นผื่นขนาดเล็กปรากฎขึ้น มีแผลพุพองหรือมีผื่นขึ้นทั่วร่างกาย โดยปกติผื่นที่เกิดขึ้นสามารถหายไปได้เองเมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง 

แม้ว่าผื่นที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายร้ายเเรงใดๆ แต่เชื้อไวรัสบางประเภทจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยเเละรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเนื่องจากผื่นใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือควรไปพบเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 

นี่คือแหล่งที่มาของข้อมูลในบทความของเรา

ความคิดเห็นล่าสุด