HIV คือเชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและส่งผลต่อการติดเชื้อและโรคอื่นๆ ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาการติดเชื้อสามารถพัฒนาไปถึงขั้นสูงสุดที่เรียกว่าเอดส์ (AIDS) ได้
HIV คืออะไร
เชื้อไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่องในมนุษย์หรือเชื้อเอชไอวี (HIV) คือไวรัสที่โจมตีเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่าเซลล์ CD4 จัดอยู่ในกลุ่มของ T cell
เซลล์นี้คือเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เคลื่อนไหวอยู่ทั่วร่างกายทำหน้าที่ตรวจจับความผิดพลาดและความผิดปกติของเซลล์รวมถึงการติดเชื้อด้วยเช่นกัน เมื่อเกิดเชื้อไวรัส HIV แทรกซึมหรือเข้าไปในเซลล์เหล่านี้เเล้วทำให้ความสามารถในการต่อสู้กับโรคอื่นๆของร่างกายลดลง
ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงเเละเกิดโอกาสติดเชื้อรวมไปถึงโรคมะเร็งได้ อย่างไรก็ตามผู้คนสามารถมีเชื้อ HIV ในร่างกายได้โดยปราศจากการแสดงอาการเป็นเวลานาน
เชื้อ HIV เป็นการติดเชื้อที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามการรักษาและการจัดการกับโรคอย่างมีประสิทธิภาพสามารถป้องกันไม่ให้เชื้อ HIV ติดเชื้อถึงขั้นที่ร้ายเเรงและเป็นการลดความเสี่ยงเพื่อไม่เกิดการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้
โรคเอดส์คืออะไร
โรคเอดส์ (AIDS) คือขั้นสูงสุดของการติดเชื้อ HIVเมื่อการติดเชื้อ HIV ที่พัฒนาไปจนถึงโรคเอดส์แล้วจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและมะเร็ง
ซึ่งยังคงไม่มีการรักษาโรคนี้ เมื่อการติดเชื้อ HIV พัฒนากลายเป็นโรคเอดส์เเล้วระบบภูมิคุ้มกันจะค่อยๆเสื่อมลงแต่อย่างไรก็ตามมีการค้นพบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์มีจำนวนลดลง
ในปี 2015 มีประชากรจำนวน 1,122,900 คนมีผลHIVเป็นบวกหมายถึงติดเชื้อ เปรียบเทียบกับสถิติจากปี 2016 แสดงให้เห็นว่าผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้วินิจฉัยโรคเอดส์ในประชากรประมาณ 18,160 คน
สาเหตุของการเกิดโรคHIV
สาเหตุโรคHIV ผู้คนสามารถเเพร่เชื้อHIVผ่านของเหลวในร่างกายได้แก่
- เลือด
- น้ำอสุจิ
- น้ำในช่องคลอด
- ของเหลวที่ช่องทวาร
- น้ำนม
สาเหตุหลักของการติดเชื้อเกิดจากของเหลวในร่างกายดังต่อไปนี้
- การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหรือช่องคลอดกับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยไม่สวมถุงยางอนามัยหรือการใช้ยาต้านไวรัส HIV ( PrEP) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูง
- การใช้อุปกรณ์สำหรับการฉีดยาร่วมกันเช่นเข็มที่ใช้ฉีดยาเสพติด ฮอร์โมนและสารสเตียรอยด์รวมกับผู้ที่มีเชื้อ HIV
ความเชื่อเเละข้อเท็จจริงของโรคHIVและเอดส์
หลายคนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเชื้อ HIV มักคิดว่าเป็นโรคที่อันตรายร้ายเเรงและเป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสนี้
การกระทำดังต่อไปนี้ไม่สามารถแพร่เชื้อไวรัส HIV ได้
- การจับมือ
- การกอด
- การจูบ
- การจาม
- การสัมผัสผิวหนังที่เป็นแผล
- การใช้ห้องน้ำร่วมกัน
- การใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวกัน
- การใช้อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารร่มกัน
- การช่วยชีวิตด้วยการผายปอดโดยใช้ปากสัมผัสกัน
- การสัมผัสน้ำลาย น้ำตา อุจจาระและปัสสวะของผู้ติดเชื้อ HIV
อาการของโรคเอดส์
โดย่ส่วนใหญ่การติดเชื้อจากแบคทรีเรีย ไวรัส ฟังไจหรือพยาธิเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการรุนแรงของของการติดเชื้อ HIV ได้
อาการเหล่านี้มีเเนวโน้มเกิดขึ้นกับคนที่มีเชื้อ HIV มากกว่าคนปกติที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง
การมีระบบภูมิคุ้มกันทำงานเป็นปกติสามารถป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อและทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อขั้นรุนแรงและเชื้อ HIV ได้
ระยะติดเชื้อ HIV ที่ไม่แสดงอาการ
อาการเริ่มต้นของโรคเอดส์ในหลายกรณีหลังจากมีอาการติดเชื้อแบบเฉียบพลันแล้วจะไม่มีการแสดงอาการติดเชื้อเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี
ในช่วงเวลานี้เชื้อไวรัสกำลังเติบโตเเละเป็นสาเหตุทำให้ระบบภูมิคุ้มกันและอวัยวะถูกทำลายด้วยเชื้อไวรัสนี้ โดยปราศจากการรักษาที่ป้องกันการขยายพันธุ์ของไวรัสและการแพร่กระจายของไวรัสในร่างกายซึ่งกระบวนการนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาประมาณ 10 ปี
ผู้ที่มีเชื้อ HIV อยู่ในร่างกายมักไม่แสดงอาการเเละรู้สึกร่างกายแข็งเเรงเป็นปกติดี
การใช้ยาต้านไวรัสกลุ่ม ART สามารถป้องกันหรือยับยั้งการขยายพันธุ์ของไวรัสได้อย่างสมบูรณ์ แต่การใช้ยาต้านไวรัสหลายชนิดเพื่อต่อสู้กับเชื้อ HIV เป็นเวลานานก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบภูมิคุ้มกัน
อาการเริ่มต้นของการติดเชื้อHIV
เหงื่อเป็นสัญญาแรกของการติดเชื้อ HIV แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จนกระทั่งพวกเขาติดเชื้อ HIV เป็นเวลาผ่านไปหลายปี
ผู้ติดเชื้อ HIV บางรายไม่แสดงอาการจนกระทั่งเวลาผ่านไปเป็นเดือนหรือเป็นปีหลังจากติดเชื้อไวรัส
อย่างไรก็ตามประมาณ 80 เปอร์เซนต์ของผู้ป่วยมีอาการกล้ายไข้หวัดใหญ่หรือเรียกว่าการติดเชื้อแบบเฉียบพลันซึ่งมีอาการปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นเเละปวดหัวอาการเหล่านี้จะปรากฎขึ้นประมาณ 2-6 อาทิตย์หลังจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย
อาการเบื้องต้นของโรคเอดส์ได้แก่
- เป็นไข้
- อาการหนาวสั่น
- ปวดตามข้อต่อ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- เจ็บคอ
- เหงื่อออกเยอะมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- เกิดผื่นแดงตามตัว
- เกิดอาการเหนื่อยล้าและอ่อนเเรง
- น้ำหนักลดลง
- มีเชื้อราเกิดขึ้นในช่องปาก
อาการเหล่านี้เป็นผลจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับไวรัสหลายชนิด
อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่เคยพบอาการต่างๆเหล่านี้และทราบสาเหตุของการเกิดอาการอาจมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HIV มาเเล้ว 6 สัปดาห์ดังนั้นจึงควรเข้ารับการตรวจหาเชื้อ
การติดเชื้อHIVระยะสุดท้าย
การที่ไม่มียารักษาในการติดเชื้อ HIV ทำให้ร่างกายของคนที่ติดเชื้อ HIV อ่อนแอและป่วยเป็นโรคร้ายเเรงซึ่งระยะนี้เรียกว่าโรคเอดส์ (AIDS) หรือ การติดเชื้อ HIV ในระยะที่ 3
อาการของการติดเชื้อ HIV ระยะสุดท้ายได้แก่
- การเห็นภาพเบลอ
- มีอาการท้องเสียโดยปกติจะมีอาการแบบเรื้อรัง
- ไอเเห้ง
- มีไข้สูงกว่า 37 องศาหรือ 100 องศาฟาเรนไฮน์หลายอาทิตย์
- มีเหงื่อออกตอนกลางคืน
- เกิดอาการเหนื่อยล้าไม่มีเเรง
- หายใจสั้นๆหรือการหายใจลำบาก
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- น้ำหนักลดลง
- มีเชื้อราและจุดสีขาวในช่องปาก
ในช่วงระหว่างการติดเชื้อ HIV ในระยะสุดท้ายนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายสามารถควบคุม ป้องกันและดูแลอาการต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยการกินยารักษาโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นพร้อมกับรักษาโรคHIVไปด้วย
การรักษาโรคเอดส์
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาสำหรับการติดเชื้อ HIV และโรคเอดส์
อย่างไรก็ตามมีการรักษาที่สามารถหยุดยั้งพัฒนาการของอาการที่เกิดขึ้นเมื่อติดเชื้อและทำให้คนส่วนใหญ่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ได้นานและมีสุขภาพแข็งเเรง
การเริ่มรักษาอาการติดเชื้อด้วยการใช้ยาต้านไวรัสในระยะเเรกเป็นสิ่งสำคัญซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นและมีอายุยืนตามที่คาดหวังไว้และลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ข้อมูลจากคำแนะนำของ WHO เดือนมิถุนายน ปี 2013
ส่วนใหญ่การรักษาที่มีประสิทธิภาพและการรักษาที่ดีมีการพัฒนาที่สามารถทำให้ร่างกายแข็งเเรงขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการทานยาต้านไวรัสอย่างน้อย 1 เม็ดต่อวัน
ผู้ที่มีเชื้อไวรัส HIV ในร่างกายสามารถมีปริมาณของเชื้อลดลงได้จนกระทั่งไม่สามารถตรวจเจอเชื้อในเลือดได้ หลังจากได้ทำการวิจัยเเละศึกษางานวิจัยจำนวนมากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อ (CDC ) ได้สรุปว่าคนที่ตรวจพบไม่เชื้อ HIV ในเลือด “ไม่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไวรัส HIV ผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ต่อคู่นอนหรือเชื้อ HIV เป็นลบนั้นเอง”
แพทย์หมายถึงการตรวจไม่พบเชื้อ = ไม่สามารถแพร่เชื้อ (U=U)
ยาหลายชนิดที่ใช้ต้านไวรัส
การรักษาการติดเชื้อไวรัสได้แก่การใช้ยาต้านหลายชนิดที่สามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัส HIV และทำให้การแพร่กระจายของเชื้อในร่างกายชะลอลง โดยปกติผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับเชื้อ HIV มักใช้ยาต้านไวรัสหลายชนิดรวมกันในรูปแบบที่เรียกว่า highly active antiretroviral therapy (HAART) หรือ combination antiretroviral therapy (cART).
มีการรักษาด้วยการใช้ยากลุ่มย่อยของยาต้านไวรัสเอดส์ได้แก่
ยาต้านไวรัสที่ยับยั้งการสร้างโปรตีนของไวรัส (Protease inhibitor)
โปรตีเอสคือเอนไซม์ที่เชื้อ HIV ต้องการเพื่อการแบ่งตัว การใช้ยานี้จะเป็นการซ่อนเอนไซม์และป้องกันการแบ่งตัวของไวรัส HIV
ยาต้านไวรัสชนิดนี้ได้แก่
- ยา atazanavir/cobicistat (Evotaz)
- ยา lopinavir/ritonavir (Kaletra)
- ยา darunavir/cobicistat (Prezcobix)
ยาต้านไวรัสกลุ่ม Integrase inhibitors
เชื้อ HIV ต้องการเข้าไปแทรกข้างในเอนไซม์ตัวอื่นเพื่อทำให้ T cell ติดเชื้อยากลุ่มนี้สามารถป้องกันการแทรกตัวของเชื้อ HIV ได้ การใช้ยากลุ่มนี้เป็นขั้นตอนเเรกของการรักษาเนื่องจากเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพและมีผลข้างเคียงน้อยกับคนส่วนใหญ่
ยาต้านไวรัสกลุ่ม Integrase inhibitors ได้แก่
- ยา elvitegravir (Vitekta)
- ยา dolutegravir (Tivicay)
- ยา raltegravir (Isentress)
ยาต้านไวรัสกลุ่มที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตส (NRTIs)
ยาเหล่านี้จะเข้าไปขัดขว้างการเเบ่งตัวของเชื้อ HIV
ยาต้านไวรัสกลุ่มนี้ได้แก่
- ยา abacavir (Ziagen)
- ยา lamivudine/zidovudine (Combivir)
- ยา emtricitabine (Emtriva)
- ยา tenofovir disoproxil (Viread)
ยากลุ่ม Non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NNRTIs)
การใช้ยากลุ่ม NNRTIs มีกลไกการทำงานยับยั้งการทำงานของเอนไซม์รีเวิร์สทรานสคริปเตส เช่นเดียวกับยาต้านไวรัสกลุ่ม NRTIs ทำให้เชื้อHIVแบ่งตัวได้ยากมากขึ้น
ยาต้านไวรัสกลุ่ม Chemokine co-receptor antagonists
ยาต้านไวรัสกลุ่มนี้ทำหน้าที่ขัดขว้างและป้องกันไม่ให้เชื้อ HIV เข้าสู่เซลล์ อย่างไรก็ตาม ยาต้านไวรัสชนิดอื่นมีประสิทธภาพดีกว่า
ยาต้านไวรัสกลุ่ม Entry inhibitors
ยาต้านไวรัสกลุ่ม Entry inhibitors ทำหน้าที่ยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ T cell เมื่อไวรัสเข้าไปในเซลล์ไม่ได้เชื้อ HIV ก็จะไม่สามารถแบ่งตัวได้
คนส่วนใหญ่มักใช้ยาต้านไวรัสหลายกลุ่มเหล่านี้รวมกันเพื่อยับยั้งเชื้อ HIV
แพทย์จะใช้ยาต้านไวรัสหลายกลุ่มผสมผสานกันเพื่อรักษาคนไข้แต่ละคนตามอาการ การรักษาโรคโรคHIVที่ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นอยู่กับปริมาณการกินยาต้านไวรัสแต่ละวัน
คนที่อยู่กับเชื้อ HIVต้องทานยาเป็นประจำทุกวันยาต้านไวรัสแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงแตกต่างกันแต่มีอาการข้างเคียงที่เหมือนกันได้แก่
- อาเจียน
- อาการอ่อนล้า
- อาการท้องเสีย
- อาการปวดหัว
- มีผื่นขึ้นบนผิวหนัง
การแพทย์แบบผสมผสานหรือการรักษาทางเลือก
ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ส่วนใหญ่สามารถหาการรักษาทางเลือกหรือการใช้สมุนไพรเช่นการรักษาด้วยยาสมุนไพรแต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าสามารถรักษาได้
เนื่องจากการศึกษาที่มีอยู่อย่างจำกัดการทานแร่ธาตุหรือวิตามินเสริมอาหารอาจช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์โดยรวม
เป็นสิ่งสำคัญที่ควรพูดคุยเกี่ยวกับการรักษาทางเลือกกับแพทย์ผู้รักษาเพราะการรักษาทางเลือกบางประเภทเช่นการทานวิตามินหรือแร่ธาตุอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ยาต้านไวรัส
นี่คือแหล่งที่มาของบทความของเรา
- https://www.hiv.gov/hiv-basics/overview/about-hiv-and-aids/what-are-hiv-and-aids
- https://www.cdc.gov/hiv/basics/whatishiv.html
- https://www.nhs.uk/conditions/hiv-and-aids/
ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญในด้านสมุนไพรไทยเป็นพิเศษ โดยปัจจุบันเป็นผู้เขียนหลักของ Club of Thai Health มีงานอดิเรก คือการปลูกสมุนไพรไทย และเพาะพันธุ์พืชหายาก