โรคลมพิษ (Hives) : อาการ สาเหตุ วิธีการรักษา

โรคลมพิษ (Hives) คือ ผื่นลมพิษที่มีลักษณะแดงที่บวมนูน และคันที่ บางครั้งเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ ที่ไปกระตุ้นอาการแพ้ให้ปรากฏ

จากสถิติการรักษาผู้ป่วยโรคลมพิษโรงพยาบาลรามคำแหงพบว่า ผู้ป่วยโรคลมพิษที่มารับการรักษาส่วนใหญ่ คือวัยทำงาน อายุระหว่าง 20-40 ปี อาจเพราะมีอาการเครียดสะสม และละเลยการดูแลสุขภาพ

อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถเกิดได้ในทุกกลุ่มอายุ ซึ่งลมพิษแบ่งได้เป็นชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง โดยพบว่าลมพิษเฉียบพลันประมาณ 10-20% ผื่นอาจขึ้นต่อเนื่องจนเป็นลมพิษเรื้อรังได้

โรคลมพิษ (Hives)

อาการโรคลมพิษ

อาการของลมพิษจะมีอาการบวม นูนและเป็นผื่นแดงบนผิวหนังโดยเป็นรูปไข่หรือรูปทรงกลม ลมพิษสามารถเป็นผื่นได้ในรัศมีไม่กี่มิลลิเมตรไปจนถึงเซ็นติเมตร ลมพิษทำให้เกิดอาการคันและมีสีแดงรอบๆบริเวณที่เกิดอาการ

พบบริเวณที่เกิดลมพิษบ่อย ๆ คือ บนใบหน้า หรือแขนขา รวมทั้งมือนิ้ว และนิ้วเท้า

โดยปกติแล้วลมพิษจะหายไปภายใน 24 ชั่วโมง แต่สามารถเกิดซ้ำได้อีก

ในบางกรณีลมพิษสามารถเกิดได้ต่อเนื่องอีกหลายวัน ผู้ที่มีอาการโรคลมพิษเรื้อรังอาจมีอาการเป็นเดือนหรือเป็นปี

ปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างรุนแรง Anaphylaxis

อาการ Anaphylaxis เป็นอาการแพ้อย่างรุนแรง ที่สามารถส่งผลกระทบต่อทุกส่วนของร่างกาย

มันสามารถนำไปสู่การหายใจลำบาก และการหมดสติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ลมพิษเป็นเรื่องฉุกเฉินทางการแพทย์ หากมีอาการดังต่อไปนี้ ให้พบแพทย์โดยทันที:

  • คลื่นไส้และอาเจียน
  • เยื่อบุในปาก ลิ้น ริมฝีปาก และลำคอบวม ทำให้หายใจลำบาก
  • ตัวเย็นและชุ่มเหงื่อ
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • หน้ามืดหรือวิงเวียนศีรษะ
  • มีความวิตกกังวลฉับพลัน

โรคลมพิษเรื้อรัง

ลมพิษเรื้อรังสามารถทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกไม่สบายในระยะยาว และบางครั้งนำมาสู่ภาวะแทรกซ้อน โดยการรักษาแตกต่างจากลมพิษเฉียบพลัน ยาปฏิชีวนะเช่น Dapsone สามารถลดรอยแดงและบวม ในขณะที่ Omalizumab หรือ Xolair เป็นยาฉีดที่บล็อก immunoglobin E ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทในการตอบสนองต่อการแพ้ มันสามารถลดอาการของลมพิษเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเป็นลมพิษชนิดที่สามารถอยู่ได้นานหลายเดือนหรือหลายปี

สาเหตุของโรคลมพิษ

สาเหตุลมพิษเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ ละปล่อยฮีสตามีน รวมไปถึงสารเคมีอื่น ๆ ออกทางผิวหนัง

ฮีสตามีน และสารเคมี ทำให้เกิดการอักเสบและการสะสมของเหลวที่อยู่ใต้ผิวหนังทำให้เกิดผื่นลมพิษ ตัวอย่างสารก่อภูมิแพ้ได้แก่ :

  • ยาปฏิชีวนะบางตัว และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียร์รอยด์ (NSAIDs) เช่น แอสไพริน และสารยับยั้ง ACE สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
  • อาหาร ได้แก่ ถั่ว หอย เครื่องปรุง ไข่ สตรอเบอร์รี่และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี
  • การติดเชื้อได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ หวัดทั่วไป และไวรัสตับอักเสบบี
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและคอ 
  • ปรสิตในลำไส้
  • มีไข้
  • อุณหภูมิของร่างกายสูง
  • ขนสัตว์เลี้ยง
  • ไรฝุ่น
  • แมลงสาบ
  • น้ำยาง
  • ละอองเกสร
  • พืชบางชนิด ได้แก่ ตำแย ไม้เลื้อยพิษ และต้นโอ๊กพิษ
  • แมลงกัดต่อย
  • สารเคมีบางชนิด
  • การเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคต่อมไทรอยด์ หรือโรคลูปัส
  • แสงแดด
  • น้ำบนผิวหนัง
  • รอยขีดข่วน
  • การออกกำลังกาย

ลมพิษเรื้อรังอาจเป็นอาการเริ่มต้นของผู้ป่วยแพ้ภูมิตัวเอง 

เป็นลมพิษรักษาอย่างไร

การรักษาลมพิษเฉียบพลัน นิยมใช้ยาแก้แพ้กันอย่างแพร่หลาย

ยาแก้แพ้ เช่น Cetirizine หรือ Fexofenadine ช่วยการปิดกั้นผลกระทบของฮิสตามีน และลดผื่น ไปจนถึงหายจากอาการคัน ยาแก้แพ้หลายชนิดสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือออนไลน์

วิธีแก้ลมพิษด้วยยาแก้แพ้บางชนิดทำให้เกิดอาการง่วงนอน โดยเฉพาะถ้าผู้ใช้ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ยารักษาลมพิษสตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้ เว้นแต่จะได้รับยาจากคำสั่งจากแพทย์

ผู้ป่วยที่มีภาวะ Angioedema อาจทำให้หายใจลำบาก ดังนั้นจำเป็นต้องพบแพทย์ผิวหนังหากมีอาการ Angioedema

หากมีอาการบวมของลิ้น หรือริมฝีปาก หรือหากหายใจลำบาก แพทย์จะทำการจ่ายยาอะดรีนาลีน เช่น EpiPen ในกรณีฉุกเฉิน หากเป็นไปได้ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสารที่จะกระตุ้นให้เกิดลมพิษได้

นี่คือแหล่งที่มาของบทความของเรา

ความคิดเห็นล่าสุด