บทความสุขภาพ
ไวรัสโรต้า (Rotavirus) : อาการ สาเหตุ การรักษา

ไวรัสโรต้า (Rotavirus) : อาการ สาเหตุ การรักษา

29.01
98
0

ไวรัสโรต้า (Rotavirus) เป็นไวรัสที่ติดต่อง่าย โดยจะทำให้ผู้ป่วยกระเพาะอักเสบและลําไส้อักเสบ นอกจากนี้ ยังทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

ผู้ใหญ่ก็ป่วยจากเชื้อไวรัสโรต้าได้ แต่หากเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ แล้ว โรคจะมีความรุนแรงมาก โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนและมีอายุระหว่าง  3 ถึง 35 เดือน   อย่างไรก็ตาม ทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือนมักมีภูมิคุ้มกันที่ได้จากแม่

อาการไวรัสโรต้า

เชื้อไวรัสโรต้าจะแพร่กระจายเข้าไปถึงกระเพาะอาหารและลําไส้ ทั้งนี้ อาจใช้เวลาประมาณ 2 วันหลังติดเชื้อ จึงแสดงอาการของโรค เช่น:

ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำในปริมาณมาก และถ่ายหลายครั้งในหนึ่งวัน ทั้งนี้ อาการอาเจียนและท้องเสียอาจเกิดนานตั้งแต่ 3 ถึง 8 วันขึ้นไป

ทั้งนี้ การที่ผู้ป่วยมีภาวะเสียน้ำอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก

ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโรต้าอาการและอาการแสดงของภาวะขาดน้ำรุนแรง ได้แก่:

  • ปัสสาวะได้น้อยลง

  • มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

  • ผิวแห้งหรือตัวเย็น

  • ร้องไห้ไม่มีน้ำตา

  • ปากแห้งหรือเหนียว

  • คอแห้ง

  • ตาลึกโบ๋เหมือนคนอดหลับอดนอน

  • กระหม่อมของทารกจะยุบ

  • กระหายน้ำมากผิดปกติ

  • รู้สึกเวียนหัวเมื่อยืนขึ้น

ทารกอาจมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น  ง่วงนอนหรือหงุดหงิด

หากเคยติดเชื้อมาก่อนแล้ว ผู้ป่วยที่หายแล้วก็มีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้อีก อย่างไรก็ตาม เมื่อภูมิคุ้มมีประสิทธิภาพขึ้นหรือผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันแล้ว การติดเชื้อครั้งต่อไปก็จะมีอาการไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก นอกจากนี้ ไวรัสโรต้ายังอาจมีไวรัสสายพันธุ์อื่น ๆ อีกมากมาย

ผู้ใหญ่ส่วนมากจะสร้างภูมิคุ้มกันได้เองตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก ดังนั้น ผู้ใหญ่จึงเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่เปราะบางน้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่ก็ยังสามารถติดเชื้อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ใหญ่มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ หรือการเดินทางไปยังพื้นที่ระบาด หรือติดเชื้อจากการสัมผัสเชื้อช่วงโรคระบาด และผู้ใหญ่ยังสามารถติดเชื้อไวรัสจากเด็กได้อีกด้วย

ทั้งนี้ การขาดน้ำอย่างรุนแรงที่เป็นผลมาจากการติดเชื้อโรต้าไวรัสอาจร้ายแรงกว่าการติดเชื้อเอง และการขาดน้ำอย่างรุนแรงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่พบมากที่สุด

ในปี 2013 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า   เด็กราว 215,000 คนทั่วโลก เสียชีวิตจากการติดเชื้อโรต้าไวรัส และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศกําลังพัฒนา

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโรต้า

เชื้อไวรัสโรต้ามีด้วยกันหลายชนิด แต่จะมี 5 สายพันธุ์หลัก ๆ ที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในผู้ป่วยกว่า  90%

เชื้อไวรัสโรต้าส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายของคน มาจากอุจจาระที่มีเชื้อแล้วปนเปื้อนอยู่ในอาหาร แล้วเรารับประทานเข้าไปในร่างกาย

อุจจาระของผู้ติดเชื้ออาจมีเชื้อมากกว่า 10 ล้านล้านตัวต่อกรัม ผู้ป่วยอาจได้รับเชื้อ แม้จะแค่ 10 และ 100 ตัวก็สามารถแพร่กระจายได้เพิ่มและทำให้ป่วยได้

หากใช้ชีวิตแบบไม่มีสุขลักษณะที่ดี เช่น ไม่ชอบล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หรือไม่ชอบล้างมือหลังใช้ห้องน้ำแล้ว ไวรัสโรต้าก็สามารถแพร่กระจายไปที่อื่นได้

การเอามือสัมผัสกับพื้นผิวที่ปนเปื้อนกับเชื้อไวรัสโรต้าแล้วเอามือมาสัมผัสบริเวณปากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ทั้งนี้ การติดเชื้อบ่อย ๆ มักเกิดขึ้นในสถานที่ที่มีเด็กเล็กจำนวนมาก เช่น สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล

โดยไวรัสจะมีชีวิตอยู่ได้ที่หลายชั่วโมงบนมือเรา และมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น บนพื้นผิวเรียบแข็ง

การวินิจฉัยไวรัสโรต้า

ไวรัสโรต้าทําให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรง

ทั้งนี้ แพทย์จะทำการตรวจอุจจาระเพื่อตรวจหาไวรัสโรต้า

โดยในห้องปฏิบัติการ แพทย์จะใช้เอนไซม์อิมมูโนแอสเซย์เพื่อตรวจจับไวรัสได้

ชุดทดสอบที่ผ่านการรับรองและได้รับใบอนุญาตสามารถตรวจจับเชื้อไวรัสโรต้าได้ทุกประเภท

ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว อาการของโรคจะหายไปแม้ไม่ได้รักษาก็ตาม

ควรปรึกษาแพทย์หาก:

  • อาการไม่ดีขึ้นหลังจากหนึ่งสัปดาห์ที่แสดงอาการ

  • หากเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะยังพื้นที่เสี่ยงเมื่อไม่นานมานี้

  • มีเลือดหรือมูกปนมาในอุจจาระ

Rotavirus

ผู้ป่วยควรพบแพทย์ทันที หากมีภูมิคุ้มกันอ่อนแออยู่แล้ว เช่น มีโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น  มะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะรุนแรง หรือได้รับผลข้างเคียงจากการรักษาพยาบาล เช่น  เคมีบําบัด เป็นต้น

การรักษาการติดเชื้อไวรัสโรต้า

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีจำเพาะในการรักษาการติดเชื้อไวรัสโรต้า แต่มักจะหายเองภายใน 7 วัน อย่างไรก็ตาม การป้องกันและการรักษาอาการที่มากับภาวะการขาดน้ำรุนแรงนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง

กล่าวคือ ให้ดื่มของเหลว เช่น น้ำ หรือผสมสารละลายเกลือแร่เพื่อป้องกันการขาดน้ำ (ORS) มาก ๆ ทั้งนี้ แพทย์จะไม่แนะนำให้ดื่มน้ำผลไม้และเครื่องดื่มน้ำอัดลม เนื่องจากทำให้อาการท้องเสียแย่ลงมากขึ้น

โดยปกติแล้ว สารละลายเกลือแร่ต่าง ๆ มักบรรจุมาในซอง และหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ซึ่งสารละลายเกลือแร่เหล่านี้ช่วยทดแทนเกลือ กลูโคส และแร่ธาตุสําคัญอื่น ๆ ที่สูญเสียไปจากภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง

หากผู้ป่วยอาเจียนหลังจากดื่มสารละลาย ORS แล้ว ควรรออีกซัก 5 ถึง 10 นาทีก่อนที่ดื่มเข้าไปอีก

ควรดื่ม ORS ช้า ๆ หรือจิบน้ำที่ผสมสารละลายราวหนึ่งช้อนโต๊ะ ทุก ๆ 2-3 นาที และหมั่นจิบน้ำ เมื่อผู้ป่วยอุจจาระเหลวเป็นน้ำในปริมาณมาก ๆ

ปริมาณที่แน่นอนของ ORS ที่ผู้ป่วยควรจะดื่มควรขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักตัวของผู้ป่วยแต่ละคน นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคําสั่งด้านข้างของซองผลิตภัณฑ์เหล่านี้ หรือปฏิบัติตัวตามแพทย์หรือเภสัชกรสั่งอย่างเคร่งครัด

หากไม่มีอาการแสดงหรือไม่มีความเสี่ยงจากการขาดน้ำอย่างรุนแรง ผู้ป่วยกินอาหารหรือดื่มอะไรก็ได้ตามปกติ ทั้งนี้ หากผู้ป่วยเป็นเด็ก และไม่มีอาการ คุณแม่ก็สามารถป้อนนม หรือให้ทานอาหารตามวัยได้ตามปกติ

ในกรณีที่มีการขาดน้ำอย่างรุนแรง ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อให้ของเหลวทางหลอดเลือดดํา

การป้องกันเชื้อไวรัสโรต้า

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโรต้าควรอยู่ห่างจากคนอื่น ๆ จนกว่าเวลาจะผ่านไป 48 ชั่วโมง หลังจากอาการท้องเสียและอาเจียนเริ่มหายไปหมดแล้ว

ทั้งนี้ เด็ก ๆ ควรจะเรียนรู้การล้างมือให้สะอาดหลังจากใช้ห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร

ควรทําความสะอาดโถชักโครกให้สะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหลังถ่ายท้องเสียและอาเจียนแต่ละครั้ง

พนักงานบริบาลหรือคนดูแลเด็กก็ควรหมั่นล้างมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทําความสะอาดห้องน้ำแล้ว ไม่ควรใช้ผ้าต่าง ๆ ช้อน ส้อม และเครื่องใช้ในครัวนำมาใช้ร่วมกันกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในบ้าน

เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เด็กยังควรจะอยู่กับบ้าน คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ควรส่งเด็กกลับไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนจนกว่าจะผ่านไปแล้ว 48 ชั่วโมง หลังจากอาการท้องเสียและอาเจียนเริ่มหายไปหมดแล้ว

ผู้ป่วยยังไม่ควรลงสระว่ายน้ำในช่วง  2 สัปดาห์แรก หลังจากอาการท้องเสียและอาเจียนเริ่มหายไปหมดแล้ว ถึงแม้จะไม่มีอาการแล้ว การวิจัยพบยังพบว่า ไวรัสโรต้ายังสามารถแพร่ไปยังเด็กคนอื่น ๆ ผ่านทางสระว่ายน้ำได้อีกด้วย

การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัส

การฉีดวัคซีนช่วยปกกันไวรัสได้ แม้จะไม่มีประสิทธิภาพ 100% แต่ยังป้องกันการติดเชื้อรุนแรงในเด็ก  9 ใน 10  คนได้ และช่วยป้องกันการติดเชื้อในเด็ก 7 ใน 10 คนได้ด้วย

วัคซีนป้องกันโรคไวรัสโรต้าเชื่อว่า ช่วยป้องกันไม่ให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40,000 คนต่อปี

วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า มีอะไรบ้าง:

  • วัคซีนโรต้าเทค (RotaTeq – RV5) จะฉีด 3 โด้สในเด็กที่มีอายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 6 เดือน

  • วัคซีนโรต้าริก (Rotarix – RV1) จะฉีด 2 โด้สให้เด็กอายุ 2 เดือนและ 4 เดือน

วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้านำมาใช้ครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาในปี 2006 ก่อนหน้านั้น ไวรัสโรต้าเป็นสาเหตุหลักของอาการท้องเสียรุนแรงในหมู่ทารกและเด็กเล็ก และเด็กส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโรต้าก่อนอายุได้ 5 ขวบด้วยซ้ำ

ซึ่งทำให้ เด็กราว  55,000 และ 70,000  คน ต้องเข้าโรงพยาบาล และเสียชีวิต 20 ถึง 60 รายในแต่ละปี วัคซีนได้รับการผลิตมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อจนกระทั่งต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลราว 40,000 ถึง 50,000 คนต่อปี

ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC)  ประมาณการ  ว่า:

“สําหรับปีแรกของทารก วัคซีนไวรัสโรต้าช่วยป้องกันเด็กราว 85-98% จากการเจ็บป่วยรุนแรงเนื่องจากการติดเชื้อไวรัสโรต้า และการรักษาในโรงพยาบาลจากการเจ็บป่วยด้วยเชื้อไวรัสโรต้า และ 74-87 เปอร์เซ็นต์ป้องกันการเจ็บป่วยจากเชื้อไวรัสโรต้าชนิดรุนแรง”

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนมีโอกาสเกิดอาการแพ้ในเด็กบางคน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กได้ อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว การฉีดวัคซีนยังถือว่า  “ปลอดภัยมาก”

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

ความคิดเห็น (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *