โรคไขมันพอกตับ (Fatty liver) : อาการ สาเหตุ การรักษา

โรคไขมันพอกตับ (Fatty liver) คือการที่ตับมีไขมันมาเกาะสะสมที่ตับมากจนเกินไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ตับมักมีไขมันสะสมในบางส่วน แต่อย่างไรก็ตามถ้ามีไขมันในตับเพิ่มมากขึ้นจะก่อให้เกิดโรคไขมันพอกตับได้ ซึ่งหมายความว่าตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

โรคไขมันพอกตับสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อมีไขมันในตับมากกว่า 5%

บทความนี้จะครอบคลุมถึงอาการ สาเหตุ การรักษา การป้องกัน และอื่นๆสำหรับโรคไขมันพอกตับ

โรคไขมันพอกตับ (Fatty liver)

ประเภทของโรคไขมันพอกตับ

โรคไขมันพอกตับแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์และภาวะไขมันพอกตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์

ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์

รูปแบบหลักของภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์

ในสหรัฐอเมริกามีคนประมาณ80-100ล้านคนมีภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์

โรคไขมันพอกตับนั้นมีอยู่ 2 แบบที่สามารถแยกแยะอาการของโรคNAFLD:ระยะsimple fatty liver หรือ ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ (NAFL) และ ภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ที่มีภาวะตับอักเสบ(NASH)

ระยะอาการ simple fatty liver

ระยะนี้จะเกิดเมื่อมีไขมันในตับ แต่จะมีความเสียหายเล็กน้อยหรืออาจไม่เกิดความเสียหายกับเซลล์ตับ

ระยะ simple fatty liverโดยทั่วไปจะไม่มีการพัฒนาไปสู่อาการที่ร้ายแรงมากขึ้นเท่าไหร่นัก

โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ที่มีภาวะตับอักเสบ(Nonalcoholic steatohepatitis)

คนที่มีอาการไขมันพอกตับที่ไปสู่ระยะNASH จะมีอาการอักเสบและการทำลายเซลล์ตับ รวมถึงไขมันในตับด้วย

ระยะอาการNASHสามารถพัฒนาไปสู่สภาวะที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น โรคมะเร็งตับ หรือ โรคตับแข็ง

ภาวะไขมันพอกตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์

ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป อาจก่อให้เกิดภาวะไขมันพอกตับที่มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ เมื่อตับเกิดความเสียหายจากการด่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ จะสามารถสร้างสารที่เป็นอันตรายต่อตับได้

ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความรุนแรงจนเกิดการอักเสบในเซลล์ตับได้

นี่คือระยะแรกของอาการไขมันพอกตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ และถ้าหยุดดื่มแอลกอฮอล์ พวกเขาก็สามารถหายจากอาการไขมันพอกตับได้

ภาวะไขมันพอกตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์สามารถพัฒนานำไปสู่ภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน หรือ โรคตับแข็งได้

โรคตับแข็ง

โรคตับแข็งนั้นเป็นระยะที่ร้ายแรงที่สุดของโรคตับ ซึ่งมันมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีแผลเป็นของเนื้อเยื่อแทนที่เนื้อเยื่อตับที่มีสุขภาพดี ซึ่งมันสามารถนำไปสู่โรคตับวายได้

อาการของโรคตับแข็งได้แก่

  • คันตามผิวหนัง
  • ช้ำหรือมีเลือดออก
  • มีปัญหาเกี่ยวกับความจำและมีอาการสับสน
  • มีอาการบวมที่เท้าหรือบริเวณขาส่วนล่าง
  • ท้องอืด
  • อาการโรคดีซ่าน เช่น มีผิวและตาเป็นสีเหลือง

โรคตับแข็งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และหากมีอาการที่รุนแรงควรจะพบแพทย์

อาการไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับอาการมีดังนี้ 

  • ความอยากอาหารลดลง
  • รู้สึกไม่สบายหรืออาเจียน
  • น้ำหนักลดผิดปกติ
  • เหนื่อยหรืออ่อนเพลีย

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของไขมันพอกตับ

ตอนนี้สาเหตุของโรคไขมันพอกตับยังไม่สามารถพบสาเหตุที่ชัดเจนได้ แต่อย่างไรก็ตาม ทางพันธุกรรมอาจมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เป็นโรคไขมันพอกตับได้

ซึ่งได้การอ้างอิงจากบทความในWorld Journal of Gastroenterology พบว่า ยีนหรือโครโมโซมที่จำเพาะเจาะจงสามารถเพิ่มโอกาสการพัฒนาไปสู่โรคNAFLDได้สูงถึง 27 %

เงื่อนไขสุขภาพบางอย่างก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคNAFLDได้แก่:

  • มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
  • ความดันโลหิตสูง
  • เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2
  • ภาวะเมแทบอลิซึ่มซินโดรม ซึ่งเป็นเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน
  • ภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน

การที่มีไขมันในเลือดในระดับสูง เช่น มีระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูง ก็สามารถนำไปสู่อาการโรคไขมันพอกตับได้อีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาถึงระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของคนทั่วไปที่มีระดับสูงนั้นคือ การที่มีค่าไตรกลีเซอไรด์ที่มีค่ามากกว่า 150-199 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร(mg/dL)

สาเหตุที่พบได้น้อยของโรคไขมันพอกตับนั้น ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว และการใช้ยาบางชนิดซึ่งรวมถึงการใช้ยาดิลเทียเซ็มและกลูโคคอร์ติคอยท์

การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปก่อให้เกิดภาวะไขมันพอกตับจากการดื่มแอลกอฮอล์

ตับจะทำงานเพื่อสลายและกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย เมื่อแอลกอฮอล์แตกตัว ก็จะปล่อยสารพิษที่สามารถทำลายเซลล์ตับจนทำให้ตับอักเสบได้

การรักษาไขมันพอกตับ

ในขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาโรคไขมันพอกตับ(NAFLD)ได้ ซึ่งการรักษานั้นขึ้นอยู่กับระยะของโรคไขมันพอกตับ แต่อย่างไรก็ตาม บางคนก็สามารถรักษาอาการไขมันพอกตับได้

การลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปให้ได้อย่างน้อย 7-10 % สามารถแก้ไขอาการไขมันพอกตับให้ลดลงได้

แต่อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักที่รวดเร็วเกินไปอาจทำให้อาการ NAFLD นั้นแย่ลง ซึ่งวิธีลดน้ำหนักที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายคือการรับประทานอาหารที่สมดุลต่อร่างกายและออกกำลังกายเป็นประจำ

ผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์สามารถทำให้ตับได้รับความเสียหายหรืออักเสบน้อยลง หรือป้องกันไม่ให้อาการแย่ลง โดยการไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งการทำตามสิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้กลับไปเป็นโรคตับแข็งได้

บางคนอาจคิดว่าการเลิกดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่แพทย์ก็สามารถให้คำแนะนำวิธีการรักษาโรคไขมันพอกตับได้

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคNASHและโรคไขมันพอกตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดเป็นโรคตับแข็งและตับวายได้

วิธีการรักษาโรคไขมันพอกตับโดยการใช้ยาและการผ่าตัดเป็นทางเลือกที่ใช้ในการรักษาในระยะเริ่มแรกของโรคไขมันพอกตับ

โรคตับวายนั้นอาจจะแนะนำให้การผ่าตัดโดยการปลูกถ่ายตับ

แนวทางในการรักษาโรคไขมันพอกตับ

ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดของโรคไขมันพอกตับ มีความเกี่ยวข้องกับโรคอ้วนและมีน้ำหนักเกิน

การทำตามขั้นตอนในการลดน้ำหนักโดยการควบคุุมอาหารและออกกำลังกาย สามารถลดความเสี่ยงการพัฒนาเป็นโรคไขมันพอกตัว ซึ่งอาจจะเป็นวิธีการรักษาโรคไขมันพอกตับที่ช่วยลดความเสียหายของตับหรอชะลอกระบวนการของโรคไขมันพอกตับ

เมื่ออาการไขมันพอกตับพัฒนาไปอีกขั้น แพทย์พบว่าการรักษานั้นมีความท้าทายมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ตับก็สามารถซ่อมแซมตัวมันเองได้ดีมาก ซึ่งการใช้ยาหรือการผ่าตัดก็เป็นทางเลอกที่ดีในการรักษาอาการไขมันพอกตับ

ส่วนสาเหตุของโรคไขมันพอกตับนั้น ยังไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่สภาวะสุขภาพบางอย่างอาจจะนำไปสู่การพัฒนาของโรคไขมันพอกตับได้

วิธีการรักษาโรคไขมันพอกตับนั้นไม่ได้ตรงไปตรงมา แต่ก็สามารถช่วยรักษาโรคไขมันพอกตับโดยการรักษาน้ำหนักให้คงที่เอาไว้ ออกกำลังกายเป็นประจำ และไม่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

หากมีอาการของโรคไขมันพอกตับ ควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อทำการรักษาต่อไป

สถิติผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับในประเทศไทย

สถิตินี้มาจากงานวิจัยที่มีชื่อว่า อุบัติการณ์ของภาวะไขมันเกาะตับและความสัมพันธ์กับกลุ่มภาวะเมตะบอลิกในประชากรไทย ที่รับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลพญาไท 2 กรุงเทพฯ ซึ่งพบว่า ความชุกของภาวะไขมันพอกตับในประชากรไทยเป็นร้อยละ 39.56 แยกเป็นเพศ ชาย ร้อยละ 32.17 เพศหญิงเป็นร้อยละ 7.39 ซึ่งสรุปได้ว่า โรคไขมันพอกตับนั้นพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

นี่คือแหล่งที่มาของบทความของเรา

ความคิดเห็นล่าสุด