บทความสุขภาพ
เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) : อาการ สาเหตุ การรักษา

เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) : อาการ สาเหตุ การรักษา

11.01
36
0

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) คือ โรคเบาหวานชนิดชั่วคราวที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อร่างกายหยุดผลิตอินซูลิน  และเมื่อร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้อย่างเหมาะสม ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่สูงขึ้นในขณะตั้งครรภ์ จะทำให้เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์ โดยความเสี่ยงที่จะเกิดได้แก่

  • น้ำหนักแรกเกิดของทารกมากกว่าเกณฑ์ปกติ
  • ทารกคลอดก่อนกำหนด
  • ระดับน้ำตาลในเลือดของทารกแรกเกิดต่ำ
  • คุณแม่มีความดันเลือดต่ำระหว่างตั้งครรภ์
  • มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษระหว่างตั้งครรภ์

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์สามารถหายได้เองหลังคลอด แพทย์จะตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากคลอดแล้วตรวจอีกครั้งภายใน 6 สัปดาห์หลังจากคลอด

อาการของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจไม่มีสัญญาณหรืออาการที่ชัดเจน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างคล้ายคลึงกับอาการที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์

โดยอาการที่เป็นไปได้ มีดังนี้

  • อ่อนเพลีย
  • มองเห็นภาพซ้อน
  • กระหายน้ำมาก
  • คลื่นไส้
  • เกิดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ช่องคลอด หรือ ผิวหนังบ่อยๆ
  • ปัสสาวะบ่อย
  • มีน้ำตาลในปัสสาวะ

หากมีอาการผิดปกติเหล่านี้ในระหว่างการตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์  เพื่อรับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือเป็นโรคอื่น ๆ 

ผลกระทบระยะยาวของเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์

การออกกำลังกายสามารถช่วยรักษาน้ำหนักหลังตั้งครรภ์ได้ ผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีแนวโน้มที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในอนาคต

นอกจากนี้ทารกยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หากมีน้ำหนักเกิน และมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่ออายุมากขึ้น

ผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรพยายามคุมน้ำหนักให้เหมาะสมหลังจากตั้งครรภ์ การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การออกกำลังกายเป็นประจำ และการปรึกษากับนักโภชนาการสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้

นอกจากนี้ควรให้แพทย์ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แพทย์จะทำการทดสอบความทนทานต่อกลูโคส เพื่อติดตามผลโดยจะทดสอบระหว่าง 70-180 วันหลังคลอด แพทย์จะให้ดื่มสารละลายกลูโคส 75 กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากผ่านไป 2 ชั่วโมง

การวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

แพทย์วินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ในระหว่างการตรวจสุขภาพตามปกติ โดยปกติแพทย์จะสอบถามอาการ และขอตัวอย่างปัสสาวะ หากมีน้ำตาลในปัสสาวะสูง แพทย์จะทำการตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ระหว่าง 24-28 สัปดาห์ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์อาจจะต้องตรวจบ่อยขึ้น

การคัดกรองด้วยการดื่มสารละลายกลูโคส

การทดสอบด้วยการดื่มสารละลายกลูโคส และทดสอบระดับน้ำตาลหลังจากนั้น หากผลการตรวจพบว่า มีน้ำตาลสูงกว่าปกติจะต้องได้รับการตรวจติดตาม เพื่อตรวจสอบว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือไม่

สตรีตั้งครรภ์จะต้องอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก่อนดื่มสารละลายกลูโคสแล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดซ้ำ 2-3 ครั้งใน 3 ชั่วโมงถัดไป หากพบว่าค่าน้ำตาลสูงจากการทดสอบ 2 ใน3 ครั้ง แพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ความชุกของเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์

หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 จะมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้

ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ได้แก่

  • เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
  • มีภาวะน้ำหนักเกิน
  • เป็นชาวแอฟริกัน อเมริกันอเมริกัน อินเดียน อลาสก้าพื้นเมือง ฮิสแปนิก หรือชาวเกาะแปซิฟิก
  • มีภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes)
  • อายุมาก
  • ผ่านการตั้งครรภ์หลายครั้ง

วิธีการรักษาเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์

แพทย์จะเน้นการรักษาด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และแนะนำวิธีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่สามารถตรวจได้เองที่บ้านให้กับผู้ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ทราบ การตรวจน้ำตาลในเลือดเป็นประจำจะช่วยให้มั่นใจว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สำเร็จ

แพทย์จะตรวจสอบสุขภาพการเจริญของทารกในครรภ์โดยใช้อัลตราซาวด์ แพทย์อาจจะแนะนำให้คลอดก่อน 40 สัปดาห์ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อคุณแม่ และทารก นอกจากนี้แพทย์มักแนะนำให้ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

การออกกำลังกายสามารถทำให้ร่างกายควบคุมความไวต่ออินซูลินได้ การรับประทานอาหารที่มีความสมดุลสามารถช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

อาหารที่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ได้แก่ 

  • โปรตีนลีน
  • ไขมันชนิดดี
  • ธัญพืช
  • ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ
  • ผักที่มีส่วนประกอบของแป้งน้อย
  • ผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ

หากพบว่าการออกกำลังกาย และการเปลี่ยนแปลงอาหารที่รับประทานไม่เพียงพอที่จะจัดการกับโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ดีพอ แพทย์จะสั่งจ่ายยา เช่น อินซูลิน เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

การป้องกันเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ไม่สามารถป้องกันได้ แต่อย่างไรก็ตามมีคำแนะนำสำหรับสตรีตั้งครรภ์ที่สามารถทำ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ ดังนี้

  • การควบคุมน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • รับประทานอาหารที่สมดุล
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำระหว่างตั้งครรภ์

มีผลงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงที่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 ขึ้นไปควรปรับเปลี่ยนอาหารที่บริโภค เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้

สรุปภาพรวมเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์สังเกตได้ยาก เนื่องจากอาการหลายอย่างคล้ายคลึงกับอาการของการตั้งครรภ์ทั่วไป โดยปกติแพทย์จะตรวจระดับน้ำตาลในเลือดของระหว่างการตั้งครรภ์ และสามารถวินิจฉัยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้โดยใช้ผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

การควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหารที่รับประทาน และการออกกำลังกายเป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

ความคิดเห็น (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *