บทความสุขภาพ
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโนโรไวรัส (Norovirus) : อาการ สาเหตุ การ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโนโรไวรัส (Norovirus) : อาการ สาเหตุ การ

06.02
83
0

โนโรไวรัส (Norovirus) คือโรคที่ร่างกายติดเชื้อจากเชื้อโนโรไวรัส  และส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการท้องเดิน

โนโรไวรัสเป็นสาเหตุทำให้ให้คนเราเจ็บป่วยเป็นโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ

ส่วนใหญ่ โนโรไวรัสทำให้เกิดการติดเชื้อในช่วงฤดูหนาว แต่ก็สามารถพบได้ตลอดทั้งปี

ในบทความนี้ จะอธิบายถึงอาการและสาเหตุของโนโรไวรัสและอธิบายวิธีการรักษาและป้องกันการเพื่อไม่ให้เกิดติดเชื้อ

โนโรไวรัสคืออะไร

โนโรไวรัสเป็นไวรัสใน family  Caliciviridae ไวรัสเหล่านี้เป็นตัวที่มีส่วนทำให้เกิดการระบาดของไวรัสกระเพาะและลำไส้อักเสบมากถึง 90 เปอร์เซนต์ และเกือบ 50 เปอร์เซนต์ของผู้ป่วยทั่วโลก

โนโรไวรัสแพร่กระจายผ่านทางอุจจาระและอาเจียนของคนและสัตว์ที่มีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ คนเราสามารถติดเชื้อไวรัสได้โดย:

  • บริโภคอาหารที่ปนเปื้อน

  • ดื่มน้ำที่ปนเปื้อน

  • ใช้มือที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อมาสัมผัสปากของตัวเอง

การกำจัดโนโรไวรัสอาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ สามารถอยู่รอดได้ในอุณหภูมิที่ร้อนและเย็น และยังสามารถทนทานต่อสารฆ่าเชื้อได้หลายชนิดอีกด้วย

โนโรไวรัสจะมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้คนเรา จึงมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อโนโรไวรัสชนิดนี้ได้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงชีวิต แม้ว่าอาการในแต่ละครั้งจะไม่รุนแรงนักก็ตาม

อาการของการติดเชื้อโนโนไวรัส

โดยทั่วไปอาการแรกของโนโรไวรัสคือคลื่นไส้

อาการทั่วไปอื่นๆ ได้แก่ :

ในช่วงแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการไม่สบายตัวและอาเจียน โดยจะอาเจียนหลายครั้งต่อวัน ซึ่งมักจะรุนแรงและไม่มีการเตือนล่วงหน้า

โรคนี้จะเป็นอยู่นานประมาณ 1-3 วัน  และจะเริ่มแสดงอาการช่วงระหว่าง 12-48 ชั่วโมง หลังการติดเชื้อ  แต่บางกรณีอาจมีอาการท้องร่วงนานมากกว่า 3 วัน

สิ่งสำคัญคือต้องรู้อีกอย่างคือ หลังจากรักษาอาการนี้หายแล้ว ไวรัสยังสามารถแพร่กระจายทางอุจจาระและอาเจียนของผู้ป่วย (ที่หายแล้ว)ได้ต่อไปอีก นานถึง 2 สัปดาห์

การรักษาอาการติดเชื้อโนโรไวรัส

ไม่มีการรักษาที่เป็นการรักษาโรคนี้เป็นการเฉพาะ แต่แพทย์จะมุ่งเน้นไปที่การป้องกันภาวะขาดน้ำ(Dehydration) และควบคุมอาการของผู้ป่วยแทน

อย่าอดอาหาร เพราะการอดอาหารจะทำให้การฟื้นตัวของผู้ป่วยช้าลงกว่าที่ควรจะเป็น แต่ควรรับประทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย เช่น ข้าว ขนมปัง ซุป หรือ พาสต้า เป็นต้น เด็กอ่อนควรรับประทานอาหารตามปกติ และควรรับประทานให้ครบทุกมื้อ

การอาเจียนและท้องร่วงอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ต้องแนใจว่าผู้ป่วยได้ดื่มน้ำชดเชยกับน้ำส่วนที่สูญเสียไปจากท้องร่วงหรืออาเจียนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุหรือเด็กอ่อน เพราะผู้ป่วยในช่วงวัยดังกล่าวเป็นวัยที่อ่อนไหวต่อการขาดน้ำ ซึ่งจะสามารถเกิดภาวะขาดน้ำได้เร็วกว่าวัยอื่นๆ

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค

ปัจจัยต่อไปนี้อาจจะทำให้ผู้ที่มีโอกาสที่จะติดเชื้อโนโรไวรัสมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเพิ่มขึ้น

  • มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • สมาชิกในบ้านมักจะรับประทานอาหารไม่สะอาด หรือปรุงดิบ
  • อาศัยอยู่กับเด็กที่อยู่ในศูนย์ดูแลเด็กเล็กหรือก่อนวัยเรียน
  • พักในโรงแรม เรือสำราญ หรือรีสอร์ท ที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมกัน
  • อาศัยอยู่ในชุมชนปิดหรือกึ่งปิด เช่น บ้านพักคนชรา โรงพยาบาล หรือศูนย์บ้านพักคนชรา
Norovirus

ผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อนี้แล้ว จะมีภูมิต้านทานโรคนี้เพิ่มขึ้นชั่วคราว ซึ่งจะมีภูมิต้านทานอยู่นานต่อไปประมาณ 2-3 ปี

สาเหตุของการติดเชื้อโนโรไวรัส

  • การรับประทานอาการที่ปนเปื้อน

  • น้ำแข็งที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

  • อาหารทะเล

  • อาหารสำเร็จรูป เช่น สลัด ขนมคุ้กกี้ ผลไม้ และแซนวิช ที่คนทำอาหารเหล่านี้มีเชื้อโนโรไวรัสติดอยู่ที่มือ ในขณะทำอาหาร

  • อาหารที่มีการปนเปื้อนด้วยอุจจาระหรืออาเจียนของผู้ที่ติดเชื้อโนโรไวรัสปนอยู่

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

ความคิดเห็น (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *