บทความสุขภาพ
โรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) : อาการ สาเหตุ การรักษา

โรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis) : อาการ สาเหตุ การรักษา

01.01
48
0

เยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocartitis) เป็นภาวะที่พบได้ยาก เกี่ยวข้องกับการอักเสบของเยื่อบุหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจและลิ้นหัวใจ ที่รู้จักกันว่า โรคติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจ (Infective endocarditis, IE) โรคเยื่อบุหัวใจอักเสบเนื่องจากแบคทีเรีย (Bacterial endocarditis, BE) และโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบเนื่องจากเชื้อรา (Fungal endocarditis)

การติดเชื้อของเยื่อบุหัวใจทำให้เกิดเยื่อบุหัวใจอักเสบ การติดเชื้อมักเกิดจากเชื้อ streptococcal หรืออาจจะเกิดจากเชื้อรา จุลินทรีย์แต่พบได้ไม่บ่อยนัก

สาเหตุของโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ

เยื่อบุหัวใจอักเสบเป็นการอักเสบที่มีผลต่อหัวใจ อาจเกิดขึ้นได้เมื่อแบคทีเรียหรือเชื้อราเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากการติดเชื้อหรือ เมื่อแบคทีเรีย (ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย) ที่อาศัยอยู่ในบริเวณปาก ทางเดินหายใจส่วนบนหรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกายทำร้ายเนื้อเยื่อหัวใจ

โดยปกติระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำลายจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการได้ แต่จะเกิดปัญหากับลิ้นหัวใจ จุลินทรีย์จะสามารถเกาะติดกับหัวใจและเพิ่มจำนวนตัวเอง การที่กลุ่มแบคทีเรียและเซลล์หรือก้อนเชื้อโรคเกาะบนลิ้นหัวใจ กลุ่มก้อนเหล่านี้จะทำให้หัวใจทำงานได้ยากขึ้น อาจทำให้เกิดฝีที่ลิ้นหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ ทำลายเนื้อเยื่อและนำไปสู่ความผิดปกติของหัวใจ บางครั้งกลุ่มก้อนดังกล่าวสามารถแตกและแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น ๆ เช่น ไต ปอด และสมอง นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ ได้แก่:

ปัญหาเกี่ยวกับทันตกรรม จะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการติดเชื้อได้ สุขภาพฟันหรือเหงือกที่ไม่ดีจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ เนื่องจากจะทำให้แบคทีเรียเข้าสู่หัวใจได้ง่ายขึ้น การรักษาสุขภาพฟันที่ดีจะช่วยป้องกันการติดเชื้อที่หัวใจได้

ขั้นตอนการผ่าตัด อาจทำให้แบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้รวมถึงการตรวจระบบทางเดินอาหาร เช่น การส่องกล้องเพื่อดูลำไส้มีผลต่อทางเดินหายใจ ระบบทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งไต กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ผิวหนัง กระดูกและกล้ามเนื้อ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน

ความบกพร่องของหัวใจ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเยื่อบุหัวใจอักเสบได้ หากแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายรวมถึงความบกพร่องตั้งแต่กำเนิดของลิ้นหัวใจผิดปกติหรือเนื้อเยื่อหัวใจเสียหาย นอกจากนี้ผู้ที่มีลิ้นหัวใจเทียมมักมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

การติดเชื้อแบคทีเรีย ในส่วนอื่นๆของร่างกาย เช่น การบาดเจ็บของผิวหนังหรือโรคเหงือก นำไปสู่การแพร่กระจายของแบคทีเรีย การฉีดยาด้วยเข็มที่ไม่สะอาดก็เป็นปัจจัยเสี่ยง หากเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ

การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) เช่น หนองในเทียม หรือหนองใน ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายและเข้าสู่หัวใจได้ง่ายขึ้น

การติดเชื้อรา อาจทำให้เกิดเยื่อบุหัวใจอักเสบได้

โรคลำไส้อักเสบ (IBD) หรือความผิดปกติของลำไส้ อาจเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน แต่ความเสี่ยงของผู้ที่เป็นโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบจาก IBD ยังอยู่ในระดับต่ำ

เครื่องมือผ่าตัดหรือทางการแพทย์ ที่ใช้ในการรักษา เช่น สายสวนปัสสาวะหรือการให้ยาทางหลอดเลือดดำในระยะยาว สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้

อาการของโรคเยือบุหัวใจอักเสบ

อาการของโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบจะแตกต่างกันไป อาการแต่ละอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เยื่อบุหัวใจอักเสบชนิดเฉียบพลัน อาการจะปรากฏขึ้นอย่างช้าๆในช่วงหลายสัปดาห์และอาจนานหลายเดือน ไม่ค่อยมีอาการติดเชื้ออย่างรวดเร็วและปรากฏขึ้นทันที จะเรียกอาการของเยื่อบุหัวใจอักเสบนี้ว่า เยื่อบุหัวใจอักเสบเฉียบพลันซึ่งอาการมักจะรุนแรง

เยื่อบุหัวใจอักเสบยากที่จะวินิจฉัยอาการอาจจะมีความรุนแรงแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของแบคทีเรียหรือเชื้อราที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจมักจะมีอาการรุนแรงขึ้น

อาการของโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบมีดังต่อไปนี้:

  • อาการต่างๆ ได้แก่ ไข้ เจ็บหน้าอกและรู้สึกล้า
  • มีอุณหภูมิสูงหรือมีไข้
  • มีเสียงฟู่ของหัวใจ
  • เจ็บกล้ามเนื้อ
  • เลือดออกใต้เล็บหรือเล็บเท้า
  • เส้นเลือดแตกในดวงตา หรือ ผิวหนัง
  • เจ็บหน้าอก
  • ไอ
  •  ปวดหัว
  • หายใจถี่หรือหอบ
  • มีก้อนเล็ก ๆ สีแดงหรือสีม่วงหรือก้อนที่นิ้วมือนิ้วเท้าหรือทั้งสองอย่าง
  • มีจุดเล็ก ๆ ไม่เจ็บปวดและลักษณะของจุดแบนที่ฝ่าเท้า หรือ ฝ่ามือ
  • มีจุดเล็ก ๆ จากเส้นเลือดแตกใต้เล็บ ตาขาว หน้าอก เพดานปากและข้างในแก้ม
  • เหงื่อออก 
  • ท้องอืด
  • เลือดปนในปัสสาวะ
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • น้ำหนักลด

การวินิจฉัยโรค

แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับประวัติของผู้ป่วยและระบุปัญหาที่เป็นไปได้เกี่ยวกับหัวใจ ขั้นตอนการรักษาทางการแพทย์หรือการทดสอบ เช่น การผ่าตัดการตรวจชิ้นเนื้อหรือการส่องกล้อง แพทย์อาจจะตรวจหาไข้ หาก้อนเนื้อ และอาการอื่น ๆ เช่น เสียงฟู่ของหัวใจที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะทดสอบเพื่อยืนยันอาการของโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ

การทดสอบที่สามารถยืนยันโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบประกอบด้วย:

  • การตรวจเพาะเชื้อในเลือด: เพื่อตรวจหาแบคทีเรียหรือเชื้อราในเลือด หากพบมักจะได้รับการทดสอบด้วยยาปฏิชีวนะบางชนิด เพื่อหาวิธีการรักษาที่ดีที่สุด
  • อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง (ESR): เป็นการวัดความเร็วของเซลล์เม็ดเลือดที่ตกลงไปที่ก้นของหลอดทดลอง ภายในหลอดทดลองจะมีของเหลวบรรจุอยู่ ยิ่งตกเร็วก็ยิ่งมีโอกาสเกิดภาวะอักเสบ เช่น เยื่อบุหัวใจอักเสบ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบจะมี ESR สูง เลือดไปถึงของเหลวด้านล่างเร็วกว่าปกติ
  • ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram): คลื่นเสียงสามารถสร้างภาพการทำงานของส่วนต่างๆของหัวใจได้ รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ และห้องหัวใจ แสดงโครงสร้างและการทำงานของหัวใจโดยละเอียดมากขึ้น การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง สามารถบ่งบอกถึงกลุ่มของแบคทีเรียและเซลล์ ก้อนเชื้อโรค และเนื้อเยื่อหัวใจที่ติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อหัวใจที่เสียหาย
  •  CT scan สามารถระบุฝีที่เกิดขึ้นในหัวใจได้

การรักษาโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ

การรักษาหลัก ๆ คือ ใช้ยาปฏิชีวนะ แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องผ่าตัด

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)

ผู้ป่วยโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบส่วนใหญ่จะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งได้รับทางหลอดเลือดดำ ดังนั้นผู้ป่วยจะต้องรักษาที่โรงพยาบาล การตรวจสอบประสิทธิภาพของยาสามารถทำได้โดยการตรวจเลือด โดยปกติผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ เมื่ออาการลดลงและกลับสู่ภาวะปกติ แต่ส่วนใหญ่จะยังคงใช้ยาปฏิชีวนะต่อเนื่อง ผู้ป่วยควรติดต่อกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าการรักษาได้ผลดีและผลข้างเคียงไม่กระทบต่อการฟื้นตัว

ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้ ได้แก่ penicillin และ gentamycin ผู้ป่วยที่แพ้ penicillin อาจใช้ vancomycin แทนได้ โดยปกติการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะจะใช้เวลา 2 – 6 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ

การผ่าตัดศัลยกรรมหัวใจ

หากอาการเยื่อบุหัวใจอักเสบทำลายหัวใจ ลิ้นหัวใจเสียหาย อาจจำเป็นต้องผ่าตัด ถ้าหากมีอาการดังต่อไปนี้แนะนำให้ผ่าตัด:

  • ลิ้นหัวใจได้รับความเสียหายมากจนทำให้การปิดของลิ้นหัวใจไม่แน่นพอและเกิดลิ้นหัวใจรั่ว ทำให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจ
  • ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อรา จะไม่สามารถรักษาอาการติดเชื้อได้
  • เกิดกลุ่มแบคทีเรียและเซลล์หรือก้อนเชื้อโรคจำนวนมากเกาะติดอยู่กับลิ้นหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ

ผู้ป่วยอาจได้รับความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ หากมีปัจจัยดังต่อไปนี้:

  • มีอาการของโรคหัวใจ
  • เคยผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจหรือได้รับลิ้นหัวใจเทียม
  • เคยเป็นโรค เช่น ไข้รูมาติกซึ่งทำให้ลิ้นหัวใจเสียหาย
  • เคยได้รับเครื่องกระตุ้นหัวใจ
  • ได้รับยาทางหลอดเลือดดำเป็นประจำ
  • กำลังพักฟื้นหลังจากการเจ็บป่วยจากเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือปอดบวม
  • มีระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกดทับอย่างเรื้อรัง เช่น เนื่องจากโรคเบาหวาน หรือ เอชไอวี  หากเป็นมะเร็งหรือได้รับเคมีบำบัด

เมื่ออายุมากขึ้น ลิ้นหัวใจจะเสื่อมลงทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อนมีแนวโน้มมากขึ้น หากเยื่อบุหัวใจอักเสบไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาล่าช้า

  • ลิ้นหัวใจเสียหายจะเพิ่มความเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลว
  • จังหวะการเต้นของหัวใจ อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • การติดเชื้อสามารถแพร่กระจายภายในหัวใจและอวัยวะอื่น ๆ เช่น ไต ปอด และสมอง
  • หากก้อนเชื้อโรคเกิดการแตกออก จะสามารถเดินทางผ่านกระแสเลือดไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อและฝีที่อื่นได้

หากก้อนเชื้อเหล่านั้นเคลื่อนที่ไปทางสมองและเกาะติดที่สมอง อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองหรือตาบอดได้ หากมีจำนวนมากอาจติดอยู่ในหลอดเลือดแดงและขัดขวางการไหลเวียนของเลือด

การป้องกันโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ

เยื่อบุหัวใจอักเสบที่ไม่ได้รับการรักษามักเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่เมื่อได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะรอดชีวิต อย่างไรก็ตามอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในผู้สูงอายุผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่ติดเชื้อเนื่องจากแบคทีเรียที่ดื้อยา

นอกจากนี้สถาบันโรคหัวใจ ปอด และโลหิตวิทยาแห่งชาติ (NHLBI) สนับสนุนให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นเยื่อบุหัวใจอักเสบได้รับการตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ และการแปรงฟันรวมทั้งใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ

แหล่งที่มาของบทความนี้

ความคิดเห็น (0)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *